FM19 Training Unofficial Guide

Revamped-training-module-in-football-manager-2019-1

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณกลุ่มผู้เขียน Guide นี้ อย่าง Cleon, Rahsidi และ Herne79 จาก บอร์ด SI รวมถึง Seb Wassell ทีมงาน SI ทีอนุญาตให้ผมนำ guide นี้มาแปลได้ ใครที่อยากอ่านแบบ Original ที่เป็นภาษาอังกฤษเข้าไปที่ Link นี้ได้เลยครับ Unofficial Training Guide

PART 1 

Mentoring

  • มันทำงานอย่างไร?

Training 

  • ระบบใหม่ของการ Training
  • Session, กฏของแมตซ์, กฎการเดินทาง, แมตซ์ เกมเยือน
  • ผลกระทบ
  • Units การฝึกซ้อม
  • กลยุทธ์การฝึกซ้อม – แบบสมดุลหรือเบ้บเน้นRole
  • Training Rating
  • การซ้อมรายตัว
  • การฝึกซ้อมของทีม
  • ผลการฝึกซ้อม

 

PART 2

  • การสร้างโปรแกรมการซ้อมที่น่าสนใจ
  • โค้ชและการซ้อม
  • หมวดของโค้ชและค่าพลัง
  • ผู้ช่วยผู้จัดการ
  • วิธีทำให้นักเตะคุ้นเคยกับ Tactic
  • อื่น

 

 

PART 1

          หลังจาก Football Manager 19 ได้ถูกปล่อยออกมา เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการทำงานของการฝึกและการติว Football Manager 19 ได้ขยับเข้าใกล้ความสมจริงเข้าไปอีกก้าวในกาทำงานของสองสิ่งที่กล่าวมาและในขณะเดียวกันก็เอาความซับซ้อนจากภาคที่แล้วออกไป ความหมายคือเราไม่จำเป็นต้องรู้ระบบการทำงานภายในของเกมอีกต่อไปโดยเราสามารถโฟกัสในตัวเกมได้เต็มที่ ในภาคก่อนๆมันเหมือนเราแค่บวกเลขนู่นนี่นั่นเพื่อให้ได้สูตรสำเร็จ ซึ่งพอได้สูตรสำเร็จแล้วเราไม่มีทางที่จะทำพลาดได้เลย

Mentoring

ระบบ Mentoring ถูกนำเข้ามาแทนระบบติวเตอร์ในภาคเก่า จริงๆแล้วมันก็เหมือนในแง่ว่ามันคืออะไร แต่มันต่างกันตรงที่การทำงานของมัน หลายคนเคยรู้ว่าแม้ว่าลักษณะนิสัยของนักเตะนั้นควรจะเป็นแต่หนึ่งในปัจจัยของสมการในการพัฒนาของนักเตะ แต่เมื่อไหร่ที่เราได้ลักษณะนิสัยที่เราต้องการแล้วมันจะง่ายมากที่นักเตะคนนั้นๆจะไปได้สุดพลังแฝงของนักเตะ แค่เราจับลงบ่อยๆแค่นั้นเอง ไม่ว่าคุณจะยอมรับมันหรือไม่แต่นั่นไม่ใช่การเล่นที่สมจริงมากนักและแทบจะเป็นการเอาชนะช่องว่างของเกม มันเคยเป็นสิ่งแรกๆที่ผมทำเมื่อเริ่มเกมทุกเซฟ หาลักษณะนิสัยที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ให้นักเตะและเพียงไม่กี่ปีนักเตะเหล่านั้นก็จะไปได้สุดพลังแฝง

มันดูง่ายเกินไปเพราะเหมือนแราแค่เอาชนะระบบของเกมและเราจะมีนักเตะหลายๆคนที่มีค่าพลังที่ดีมากสำหรับนักเตะอายุนั้นๆ แม้ว่าเราควรจะมีนักเตะดีๆตั้งแต่อายุน้อยๆ แต่ไม่ควรจะบ่อยขนาดนั้น ดังนั้น Mentoring คือระบบที่เรามีตอนนี้และทำให้มันสมจริงมากขึ้นและใกล้เคียงกับชีวิตจริงให้มากที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายๆคนเรียกร้องให้เปลี่ยนมาหลายปีแล้ว

เราต้องอย่าไปคิดว่าเกมมันทำงานยังไงภายใต้ระบบของมันเพราะ SI พยายามเปลี่ยนให้มันทำงานสมจริงมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นการทำที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นมันน่าจะเป็นไปได้ยากมากที่เราจะรู้ว่ามันคำนวนยังไงและน่าจะยากที่เราเห็นตัวเลขที่คำนวนชัดๆออกมา ซึ่งถ้าเราเห็นตัวเลขต่างๆออกมาให้คิดไว้ก่อนเลยผิด เพราะตอนนี้มีแค่ SI เท่านั้นที่รู้ตัวเลขพวกนี้

แล้วมันทำงานอย่างไร?

ในระบบเก่าการติวเตอร์นั้นจะโฟกัสแค่กฎไม่กี่ข้อ แต่ระบบใหม่นั้นมันจะเป็นธรรมชาติและสมจริงมากขึ้น ซึ่งเราสามารถดูได้จาก Hint และ Tips ในตัวเกม ตัวเกมจะให้ฟีดแบ็คที่ดีขึ้นมากโดยเฉพาะอะไรที่มีผลกระทบกับลักษณะนิสัยและจะโชว์ให้คนเล่นเห็นชัดเจนขึ้น

นักเตะต้องเล่นด้วยกันถึงจะ mentor ให้กันได้ รวมถึงใช้เวลานอกสนามซ้อมด้วยกันด้วย นั่นหมายถึงว่านักเตะต้องอยู่ในทีมชุดเดียวกัน เราไม่สามารถที่จะให้นักเตะชุดใหญ่ Mentor นักเตะ U18 ได้อีกแล้ว นอกจากทั้งคู่จะอยู่ในชุดเดียวกัน ดังนั้นถ้าเราไม่ดรอปนักเตะชุดใหญ่ลงไปเราก็ต้องโปรโมตนักเตะ U18 ขึ้นมา เพื่อที่จะให้นักเตะทั้งคู่ซ้อมด้วยกัน

เมื่อจะตัดสินใจว่านักเตะที่จะมีอิทธิพลต่อนักเตะคนอื่นไหมเกมจะตัดสินใจจากสิ่งพวกนี้

  • อายุของนักเตะที่จะได้รับอิทธิพล
  • จำนวนนัดชุดใหญ่ของนักเตะที่จะได้รับอิทธิพล
  • ความแตกต่างของลำดับขั้นความสำคัญนักเตะคนนั้นในทีม (Hierachy)
  • Social Group ของนักเตะ (ดูว่าจะทำงานร่วมกันได้ดีแค่ไหน)

มันไม่มีลิมิตอายุนักเตะในการ mentor แต่อายุจะทำงานเป็นแค่หนึงในปัจจัยที่กำหนดความน่าจะเป็นว่านักเตะคนนั้นจะได้รับอิทธิพลจากนักเตะคนอื่นได้มากน้อยแค่ไหน

ถ้านักเตะเข้าเกณฑ์ที่กล่าวมาข้างบนโอกาสที่นิสัยนักเตะจะเปลี่ยนไปตามคนที่เป็น Mentor ก็มีสูง แต่ถ้านักเตะไม่เข้าเกณฑ์อะไรเลยโอกาสที่จะเปลี่ยนลักษณะนิสัยก็จะเป็นศูนย์ ถ้ามันมีโอกาสที่ลักษณะนิสัยจะเปลี่ยน การที่อยู่ใน mentor group หรือ Unit เดียวกัน โอกาสนั้นจะเพิ่มขึ้นไปอีก

(*หมายความว่าถ้าถึงแม้ว่าเราไม่ได้ตั้ง mentor กรุ๊ป นักเตะก็อาจจะเปลี่ยนลักษณะนิสัยตามเพื่อนร่วมทีมได้อยู่แล้ว แต่การสร้าง Mentor กรุ๊ปจะทำให้โอกาสเปลี่ยนลักษณะนิสัยมีมากขึ้น – ผู้แปล)

นักเตะยังคงได้รับอิทธิพลจากนักเตะที่อยู่ใน Social Group เดียวกันได้ เหมือนใน FM18 เพราะฉะนั้นเราควรเช็คให้ดีว่าในกลุ่มSocial ไหน มีนักเตะที่มีนักเตะนิสัยดีไม่ดีอยู่เพราะมันสามารถมีอิทธิพลได้เหมือนกัน มันมีโอกาสน้อยมากที่กัปตันทีมจะถูกนักเตะนิสัยไม่ดีดึงลงไป แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันเป็นไปไม่ได้ถ้าปัจจัยต่างๆมันเอื้อให้เป็นอย่างนั้น

นอกจากนั้น Feature ใหม่ ของ Football Manager 2019 คือ “Welcome to the club” ซึ่งมันคือการ Mentor ตัวต่อตัวระยะสั้นระหว่างนักเตะใหม่และนักเตะหลักของทีมเรานั่นเอง

นักเตะสามารถถ่ายทอด Player Trait(PPM) ให้กันได้ ถ้านักเตะตำแหน่งเดียวกันอยู่ใน Mentor Group เดียวกัน

Mentoring นั้นจะช้ากว่าระบบติวเตอร์แบบเก่า คุณไม่ควรจะหวังว่านักเตะที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพจะเป็นมืออาชีพได้เพียงข้ามคืนหรือแม้แต่ในระยะไม่กี่เดือน

TRAINING

การ Training อาจจะดูว่าซับซ้อนมากแต่เมื่อเราเริ่มชินกับมันมันจะเข้าใจได้ง่ายมาก Training มีผลต่อผลงานการเล่นของทีมกับ Tactic ของคุณ โปรแกรมการซ้อมมีผลต่อความคุ้นเคย Tactic ของนักเตะและเพิ่มความสามารถในการเล่นแมตซ์ต่อไป Tactic หลักของทีมคุณจะเป็นตัวกำหนดอัตลักษณ์ของ Tactic ทีมคุณ ซึ่งก็มีส่วนช่วยในการกำหนดวางแผนโปรแกรมการซ้อมของทีมคุณด้วย

ดังนั้นถ้าคุณเลือก Style การเล่นแบบ Tiki-Taka ถึงแม้จะไม่มีอะไรห้ามคุณในการซ้อมแบบสมดุล แต่ถ้าคุณซ้อมแบบโฟกัสค่าพลังที่จำเป็นต่อการเล่นแบบ Tiki-Taka อาจจะให้ผลลัพที่ดีมากกว่า แต่แน่นอนมันก็ใช้เวลามากกว่าและต้องมีการวางแผนที่ดีด้วย

FM19 ให้การซ้อมที่เป็นธรรมชาติและสมจริงมากขึ้น โดยโฟกัสไปที่การซ้อมทั้งสัปดาห์

*ทีมกึ่งอาชีพและทีมสมัครเล่นจะมีตารางการฝึกที่น้อยลงเพื่อสะท้อนกับชีวิตจริงที่ทีมสมัครเล่นจะซ้อมน้อยกว่าทีมอาชีพ ส่วนทีมเยาวชนก็จะมีตารางการซ้อมเป็นของตัวเองแต่เราก็สามารถปรับให้เหมือนทีมอาชีพทั่วไปได้ถ้าเราต้องการ

ส่วนประกอบใหม่ของ Training

ใน 1 วันการซ้อมจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วง Session 1, Session 2 และ Session พิเศษ สัปดาห์นึงมี 7 วัน เพราะฉะนั้น 1 สัปดาห์  จะมีทั้งหมด 21 Session ในฐานะผู้จัดการทีมคุณสามารถให้ผู้ช่วยฯ เป็นคนจัดให้ได้ หรือคุณสามารถที่จัดเองจามที่ต้องการได้ ถ้าคุณเลือกจัดเองมันจะมีข้อจำกัดเหล่านี้ในการสร้างโปรแกรมการซ้อม

Sessions

  • แต่ละการฝึกซ้อมจะมีลิมิตว่าเราใช้ได้กี่ครั้งภายใน 1 สัปดาห์
  • ส่วนใหญ่แล้วจะมีลิมิตที่ 7 ครั้งต่อ 1 สัปดาห์ ยกเว้น Match Practices, Recovery, Match Preview, Match Review, Rest, Penalty Taking, Community Outreach, Team Bonding
  • Match Review จำเป็นต้องมี Data Analyst, Recovery จำเป็นต้องมี Physio, Sport Scientist, หรือ Doctor
  • Match Preview และ Match Review สามารถเลือกได้เฉพาะวันที่ติดกับวันแข่งก่อนและหลังตามลำดับ
  • ในแต่ละการซ้อมจะประกอบด้วยไอเท็มเหล่านี้  Attributes, Tactical Familiarities and Match Effect (“Upcoming Match”). ส่วนกิจกรรมพิเศษจะส่งผลต่อ ความมั่นใจของแฟนบอลและสภาพจิตใจ

กฎของ Match (Match Rules)

  • แมตซ์ทุกแมตซ์ไม่ว่าจะแข่งเวลาไหนจะอยู่ที่ช่อง 2 เสมอ จริงๆแล้ววันนั้นทั้งวันจะมีได้เฉพาะแมตซ์แข่งขัน
  • เมื่อเราสร้างตารางซ้อมเอง Match จะอยู่ได้แค่ช่องที่ 2 เท่านั้น
  • โดยปกติพอถึงวันแข่งมันจะถูก set default ไว้แบบในรูป

Picture1.thumb.png.f39c652b48539c5539f5b3429c9eacae

  • ทุกสิ่งจะปรับได้ยกเว้น Session 1, ES(ช่อง 3) ของวันแข่ง และ Travel ที่จะปรับไม่ได้ แต่ไม่แนะนำให้เอา Recovery กับ Match Preview (ซึ่งอันนี้รวม Prematch Briefing เข้าไปด้วย)ออก
  • ช่อง 1 ของวันก่อนแข่งไม่มีข้อห้ามอะไรสามารถปรับได้ตามใจ
  • ถ้าเราเล่นแมตซ์ทีมเยือนช่อง Rest บางอันจะเปลี่ยนเป็น Travel

กฎของการเดินทาง (Travel Rules)

  • การเดินทางจะมีก็ต่อเมื่อเราต้องไปแข่งแมตซ์เยือนที่ไกลกว่า  15 Miles
  • การเดินทางถูกแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ แบบใกล้และไกล
  • แบบใกล้คือเราจะเดินทางในช่อง 1 และ ช่อง ES ของวันแข่ง
  • แบบไกลคือเราจะเดินทางในช่อง 2 ของวันก่อนแข่งและช่อง 1 ของวันหลังแข่ง
  • ถ้าเกินเดินทางไปตกอยู่ในช่องที่ก่อนหน้านี้ไม่ใช้ Rest การซ้อมในช่องนั้นๆจะหายไป ซึ่งจะเป็นไปได้แค่ช่วง Pre-Season หรือ ตารางที่เราแต่งเอง เพราะถ้าเป็น Template มันจะเว้นไว้ให้อยู่แล้ว

การเลื่อนแมตซ์การแข่งขัน

  • ปกติแล้วตารางการซ้อมสำเร็จรูปจะมีให้เลือกแบบ 0,1 หรือ 2 แมตซ์
  • โดยปกติตารางสำเร็จรูปจะใส่แมตซ์ไว้ในวันเสาร์และวันอังคาร
  • ถ้าแมตซ์แข่งขันเลื่อนหรือตรงกับกับวันอื่นสิ่งที่เกิดขึ้นจะมีดังนี้
  • Matchday และตารางที่เกี่ยวกันตามที่กล่าวไว้ข้างบนจะถูกเลื่อนตามกันไป
  • ตารางเดิมที่ถูก set ไว้จะถูกเลื่อนไปวันอื่นของสัปดาห์
  • วันอื่นๆหลังจากนั้นก็จะถูกเลื่อนออกไปด้วยเพื่อเปิดพื้นที่ให้แมตซ์ที่เลื่อนขึ้นมา แต่ยังคงรักษาสไตล์ของตารางการฝึกอยู่
  • ถ้ามีมากกว่า 3 แมตซ์ในหนึ่งสัปดาห์ให้ไปใช้ตารางที่ชื่อว่า Fixture Congestion แทน

ผลการฝึก (Impact)

Overall Training Load จะมีผลสะสมต่อร่างกายนักเตะในช่วงนั้นๆ ตลอดการฝึกนั้นเราต้องพยายามหาจุดสมดุลระหว่าง Overall Training Load, การฝึกรายตัว, แมตซ์การเล่น, และความเข้มข้นในการฝึก ทีมงานแพทย์เราจะคอยเตือนถ้าเราฝึกนักเตะหนักเกินไป

คุณสามารถที่จะเพิ่มความเข้มข้นในการฝึกได้โดยปรับตารางการซ้อมและเพิ่มการซ้อมที่มีความเข้มข้นมากๆ เมื่อความเข้มข้นในการฝึกรายวันทะลุ 100% เราจะเห็นค่าความเสี่ยงการบาดเจ็บ ความเหนื่อยและสภาพร่างกายเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนั้นถึงแม้ว่ามันจะดีที่มี Tactic ไว้ใช้ 3 อัน แต่การเพิ่ม Tactic สำรองเข้ามาจะทำให้นักเตะใช้เวลานานขึ้นในการคุ้นเคยกับแผน

Training Unit

ทีมเราจะถูกแบ่งออกเป็น 3 Unit ในการฝึกซ้อม นั่นก็คือ Attack Unit, Defend Unit หรือ 2 อย่างรวมกันเรียกว่า Outfield และ Goalkeeper Unit ส่วนการฝึกซ้อม Set Piece นักเตะที่ถูก set ให้เป็นคนเตะ Set Piece จะตั้งกลุ่มชั่วคราวขึ้นมาเรียก Set Piece Unit

เราสามารถเลือกได้ว่านักเตะคนไหนจะอยู่ Unit ไหน เพื่อใช่สำหรับการพัฒนานักเตะ การฝึกซ้อมแต่ละอย่างจะเจาะจงไปที่ค่าพลังของกลุ่มใดกลุ่มนึงเท่านั้น ขณะที่กลุ่มอื่นที่ร่วมซ้อมด้วยจะไปโฟกัสที่ Role ของนักเตะนั้นๆ Unit ที่เป็น Primary Focus จะได้รับผลการซ้อมมากกว่า Unit อื่น

ยกตัวอย่างเช่น ในการฝึก Ground Defend ยูนิตที่จะรับการฝึกค่าพลังคือเกมรับ ขณะที่ Unit attack และ Goalkeeper จะได้ผลการฝึกตาม Role ของตัวเอง ในตัวอย่างนี้ Unit เกมรับจะได้รับค่าการเทรนเจาะจงไปที่ค่าพลังเฉพาะเซ็ทนึงเท่านั้น ขณะที่นักเตะที่เหลือจะได้เทรนค่าพลังตาม Role ของตัวเอง ส่วนการฝึกแบบ Attacking Wing เป็นการฝึกที่ Unit Attack บุกโจมตี Unit Defend เพราะฉะนั้น Unit Attack จะได้รับการสนใจจากโค้ชมากกว่า

มันจึงต้องเข้าใจการทำงานของ Unit เพื่อที่จะเข้าใจในการสร้างตารางการฝึกเพราะมันมีผลต่อการพัฒนา

และมันมีกลยุทธ์ต่างๆหลายวิธีในการเซ็ทตารางการฝึกเมื่อเราเข้าใจการแบ่งทีมให้เป็น Unit โดยผมจะยกตัวอย่างขึ้นมาซัก 2 วิธีที่เราสามารถ set ได้ เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายของเรา

กลยุทธ์แนวทางสมดุล

คุณไม่ควรจะตั้งการซ้อมเป็น Role แบบเฉพาะเจาะจงแต่ควรเซ็ทเป็น Role ทั่วไปเช่น central midfield และเมื่อคุณแบ่งทีมแล้วคุณจะไม่เจาะจงไปที่ Role ใด Role นึงแต่จะให้เกมเป็นคนตัดสินโดยขึ้นอยู่กับ role ที่นักเตะนั้นเล่น

ถึงแม้กลยุทธ์แบบนี้จะสามารถใช้ได้แต่มันไม่ได้เป็นการสร้างอัจลักษณ์ Tactic ของทีม แต่ถ้าคุณพอใจก็สามารถทำได้ไม่มีข้อห้ามใด้ๆ

กลยุทธ์แบบเน้น Role

คูณจะเข้าไป set การซ้อมแบบ Role ในนักเตะทุกคน เพื่อให้นักเตะพัฒนาไปในแนวมางเดียวกับ Tactic ของเรา แนวทางนี้รวมไปถึงการโฟกัสไปที่การพัฒนาจุดอ่อนของนักเตะ

แนวทางนี้จะเป็นการสร้างอัตลักษณ์ให้ทีมของคุณ ซึ่งคุณก็สามารถปรับแต่งได้มากขึ้นเมื่อคุณเข้าใจสไตล์การเล่นที่คุณอยากจะเล่น และนั่นคือจุดที่ Tactic กับ Training มาเจอกัน

มันมีหลายแนวทางมากทีคุณสามารถทำได้และตัวเกมก็มีTacticสำเร็จรูปที่ช่วยให้เราเริ่มต้นได้ สมมติว่าเราอยากเล่น Tiki-Taka ถ้าเราเข้าไปหน้า Schedule คุณสามารถสร้างตารางการซ้อมให้แมตซ์กับ Tactic ที่คุณเล่นได้ โดยมันจะมีโปรแกรมการฝึกที่เน้นพัฒนาค่าพลังที่จำเป็นต่อ Tactic สไตล์นั้นๆ

ส่วนใครที่ที่อยาก Advance กว่านั้น ก็สามารถสร้าง Tactic Style ตัวเองขึ้นมาได้ และสร้างตารางซ้อมให้เหมาะกับ Style ของ Tactic ตัวเอง

Training Rating

การติดตามผลงานการฝึกของนักเตะนั้น นักเตะแต่ละคนจะได้รับ Rating การซ้อมจาก  1-10 โดย  Rating จะนับจากผลงานการซ้อมเป็นเวลา 7 วัน โดยทั่วไป rating ประมาณ 6.5 ขึ้นไปถือว่ารับได้ แต่ถ้าจะให้ดีน่าจะอยู่ตั้งแต่ 7-10 แต่ก็แล้วแต่คุณว่าแค่ถึงจะรับได้

Training Rating ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งรวมถึงการพัฒนาค่าพลังและสภาพจิตใจด้วย ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ผลต่อแมตซ์ต่อไปโดยตรง แต่นักเตะที่พัฒนาได้ดีและมีสภาพจิตใจที่ดีก็มีโอกาสจะทำผลงานได้ดีในนัดต่อไป(แต่ก็สัมพันธ์กับค่าพลังด้วย)

 

การซ้อมแบบรายตัว(Individual Focus Training)

เราสามารถเลือกตำแหน่ง/Role/duty ให้นักเตะแต่ละคนได้ แล้มันจะเป็นตัวกำหนดค่าพลังที่จะได้รับการพัฒนา นอกจากนั้นเราสามารถเพิ่มการฝึกพิเศษและกำหนดความเข้มข้นในการฝึกให้นักเตะได้อีกด้วย ซึ่งเรียกว่า Additional Focus Training

Picture2.png.9dd4a27a46a7b42fd595b60d3530240b

ส่วนการเข้มข้นในการฝึกของทั้งทีมนั้นเราสามารถไปตั้งได้ในหน้า Rest ในหน้า Training ซึ่งเป็นการเซตความเข้มข้นโดยอ้างอิงจากสภาพร่างกายนักเตะ

ถ้าผู้เล่นมี Workload ส่วนตัวอยู่ที่ medium โดยนักเตะจะสามารถฝึกเพิ่ม, เรียน Player Trait รวมถึงเพิ่มความเข้มข้นในการฝึกได้ นักเตะที่มีความเป็นมืออาชีพยิ่งเยอะยิ่งทนกับการฝึกเพิ่มได้ดีกว่า

ตอนนี้มันมีหลายส่วนในการเทรนมาก แต่ส่วนที่เป็น Attribute จะช่วยในการพัฒนา ค่พลังกลุ่มนั้นๆ ยิ่งใช้เวลากับค่าพลังใดค่าพลังนึงมากๆ โอกาสที่ค่านั้นจะพัฒนาก็จะมีมากขึ้น

ตอนนี้มันมีการเทรนอยู่ 4 ชนิด ที่โฟกัสในการพัฒนาในส่วนที่แตกต่างกันออกไป การซ้อมบางอย่างอาจจะไปเพิ่มความเข้าใจใน Tactic ของ นักเตะและค่าพลัง บางอันอาจจะโฟกัสเฉพาะที่ค่าพลังใดค่าพลังนึง และอีกแบบที่ไม่โฟกัสทั้งสองแบบแต่ไปโฟกัสที่พัฒนาสภาพร่างกายนักเตะเช่นพวก Match Fitness หรือ ความเหนื่อยนักเตะ

ถ้าคุณอยากจะพัฒนาค่าพลังของนักเตะคนนึงยกตัวอย่างเช่นการโหม่งและมันไม่มีให้เลือกใน Individual Focus คุณจะต้องปรับแต่งโปรแกรมการฝึกซ้อมให้มีการฝึกที่มีการพัฒนาค่าการโหม่งเยอะๆ ใน FM18 เราสามารถที่จะเลือกให้ฝึกการโหม่งได้เลยซึ่งมันไม่สมจริง แต่ใน FM19 เราต้อง set โปรแกรมการฝึกขึ้นมาเพื่อที่จะทำให้นักเตะคนนั้นพัฒนาค่าการโหม่ง ยกตัวอย่างเช่นการฝึก  “Aerial Defence” เป็นต้น

การฝึกของทีม (Squad Training)

การฝึก 4 แบบ ที่บอกคือสามารถแบ่งออกมาได้เป็น General Training, Unit Training, Condition Training, Specific Training.

General Training  – โปรแกรมการฝึกแบบกว้าง โดยจะเน้นฝึกค่าพลังแบบกว้างๆและความคุ้นเคย Tactic

ตัวอย่างการฝึก Overall, Outfield,Physical,Attacking, Defending, Tactical

Unit Training – การฝึกที่จะแบ่งทีมเป็น Unit เจาะจงค่าพลังที่จะฝึกมากขึ้นรวมถึงอาจจะมีความคุ้นเคยกับ Tactic บ้าง

ตัวอย่างการฝึก Defensive Shape, Attacking Movement

Specific Training – โปรแกรมการฝึกที่ไม่เพิ่มความคุ้นเคยใน Tactic และจะเจาะจงค่าพลังเป็นอย่างมาก

ตัวอย่างการฝึก Set Piece Penalties

Condition Training – การฝึกที่ไม่ได้เพิ่มค่าพลังเลย แต่จะเน้นไปที่ สภาพร่างกายนักเตะ เช่นอาการบาดเจ็บ ความเหนื่อย ความเข้ากันของทีม และความสุข

ตัวอย่างการฝึก Recovery

ผลที่ได้รับจากการฝึก (Training Impact)

เมื่อเราจะเลือกโปรแกรมการฝึกเราควรจะดูว่าการฝึกนั้นๆมันส่งผลอะไรต่อนักเตะ เราสามารถดูได้ง่ายๆเลยโดยการเลือกไปที่โปรแกรมที่เราสนใจ เช่นถ้าเราเลือกไปที่ Handling ของการฝึกประตู มันจะโชว์ขึ้นมาเลยว่านักเตะแต่ละคนจะได้การฝึกที่แตกต่างกันอย่างไร

Picture3.png.4fceb8afa9a67cc9ec83fc53770f9cdc

สมมติว่าเราเลือกการฝึกนี้ ประตูจะได้ 60% จากการฝึกนี้ในค่าพลัง Handling, Aerial Reach, Concentration และ Balance ส่วนนักเตะที่เหลือจะถูกแบ่งเป็น Attacking Unit และ Defensive Unit โดยจะแบ่งที่เหลือ 40%(20% ต่อ Unit) โดยจะไปโฟกัสใน Role ของนักเตะแต่ละคน แต่ถ้าเราไม่ได้ตั้งไว้มันก็จะเทรนตามตำแหน่งที่นักเตะเล่นแทน

 

 

PART 2

การสร้างตารางการซ้อมที่น่าสนใจ

เป้าหมายของผู้จัดการทีมทุกคนคือการสร้างตารางซ้อมให้เหมาะสมกับทีมมากที่สุด Tactic สำเร็จรูปที่ตัวเกมให้มาจะมีการซ้อมที่เหมาะกับ Style นั้นๆแถมมาให้ด้วย ถ้าคุณอยากสร้างการฝึกเองการทำความเข้าใจในตารางการฝึกที่เกมทำมาให้ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี นี่คือมุมมองเชิงลึกของการ Training ในภาคนี้ที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป

การ Training ใน FM19 เปลี่ยนไปมาก ตัวอย่าง ถ้าเราเข้าไปตรงหน้า Training แล้วเราตรง Edit Coach Assigment เราจะเห็นว่าการทำงานของโค้ชเปลี่ยนไป

การเปลี่ยนแปลงของ Training ทำให้ผู้เล่นมีตัวช่วยในการเตรียมความพร้อมของทีมมากขึ้น เช่นถ้าเราเป็นทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาเราสามารถที่จะเน้นให้ทีมซ้อมการเล่น Set Pieces ต่างๆได้ เราสามารถเลือกโปรแกรมการซ้อมที่แตกต่างกันออกไปได้ตามเกมที่จะถึง

เราสามารถที่จะเลือกนักเตะคนใดคนนึงให้ซ้อม set piece ได้

หรือเราสามารถที่จะเลือกการฝึกที่จะเน้นพลังทางร่างกายได้ โดยเราสามารถทีจะเลือกให้ทีมเน้นการฝึกสมรรถภาพทางกายได้ แล้วให้นักเตะไปเพิ่ม Set Piece ใน additional focus เอา และแน่นอนว่าการเซ็ต Training มันเป็นธรรมชาติมากขึ้นทำให้เราสามารถเซตตามสไตล์ที่เราอยากเล่นได้

นี่คือตัวอย่างการเซ็ตการซ้อมแบบเจาะจงสไตล์

Physical-based style – เหมาะกับทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาที่ต้องการเน้นไปที่การเล่น counter attack และลูก set piece.

 

Picture4.png.8a234c7e560b04454153a75eb3002b7c

*เราตั้งใจ set โปรแกรมให้สุดโต่งเพื่อจะได้ทำให้คุณรู้ว่าเราสามารถซ้อมได้มากแค่ไหน  แต่ถ้าเอาจริงๆเราไม่ต้องซ้อมหนักขนาดนี้ก็ได้ มันขึ้นอยู่กับชนิดและจำนวนการซ้อมที่คุณใช้ ซึ่งมันอาจจะทำให้การซ้อมนั้นหนักกว่านี้ เพราะฉะนั้นดูให้ดีๆว่าแต่ละการฝึกนั้นมันให้อะไรบ้างเพราะแต่ละการฝึกมันหนักเบาไม่เท่ากัน

นี่คือการฝึกที่เน้นพละกำลังและโฟกัสไปที่การพัฒนาค่าพลัง Physical ของนักเตะ นอกจากนั้นยังมีการซ้อมการฝึกลูกเตะมุมทั้งรุกและรับรวมถึงการครอสลูก Setpiece สองวันสุดท้ายของสัปดาห์เป็นวันพักผ่อน วันอาทิตย์เป็นวันพักผ่อน แต่วันเสาร์ถ้ามีแมตซ์จะเป็นวันที่เข้มข้นที่สุด จริงๆเราสามารถจะเพิ่ม Match Preview เข้าไปด้วยได้ นอกจากคุณจะไม่อยากได้ แต่อย่าลืมว่า ถ้าเรา Match Preview มันจะรวม Pre-Match Briefing  เข้ามาด้วย

การซ้อมในแต่ละวีตจะเป็นการสร้างโอกาสให้สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนไป

  • ความเสี่ยงในอาการบาดเจ็บ (Injury Risk)
  • สภาพร่างกาย (Physical Condition
  • ความล้า (Fatigue)
  • ความพร้อมในการลงเล่น (Match Sharpness)
  • ความเข้ากันในทีม (Team Cohesion)
  • ความสุข (Happiness)
  • ค่าพลัง (Attribute)
  • เพิ่มความสามารถในแมตซ์ถัดไป (Upcoming Match Boost)
  • ความคุ้นเคยใน  Tactic (Tacticl Familiarity)

คุณสามารถสร้างตารางการซ้อมสำหรับ Pre-Season, สัปดาห์ที่มีเตะ 1 นัด หรือสัปดาห์ที่มีเตะ 2 นัด นอกจากนั้นเรายังสามารถสร้างโปแกรมการฝึกให้เหมาะสำหรับคู่แข่งนัดต่อไปได้ เรายังสามารถสร้างตารางสำหรับนัดชิงได้ด้วยการเน้นไปที่ลูก Set Piece ในช่วงอาทิตย์สุดท้ายก่อนแมตซ์เตะได้

การ Training ใช้เพื่อพัฒนาค่าพลังนักเตะ เพิ่มความเข้าใจภายในทีม รวมถึงเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับนัดต่อไป ในภาคที่แล้วเรามี slider ต่างหากของ Match Preparation แต่ภาคนี้ Match Preparation จะ Dynamic มากขึ้น ด้วยการที่เราจะสามารถเจาะจงเองได้ว่าเราจะฝึกอะไร

Coach and Training

โค้ชสามารถถูกจัดให้อยู่ในการซ้อมหัวข้อต่างๆ สิ่งทีจำเป็นต้องรู้คือ คุณภาพของการซ้อมนั้นขึ้นอยู่กับค่าพลังและ workload ของโค้ช ถ้า Workload ของ โค้ชหนักเกินไป คุณภาพการซ้อมจะลดลง ถ้าค่าพลังของโค้ชน้อยแน่นอนว่าคุณภาพที่ได้ก็จะไม่ดี ความต่างของโค้ช 4 ดาวและ 5 ดาวนั้นต่างกันน้อยมาก แต่ความต่างที่น้อยนั้นก็อาจจะทำให้เกิดความแตกต่างได้

สิ่งที่ต้องทำคือปรับ Workload ของโค้ชให้สมดุลกัน แลือกโค้ชให้ถูกต้องเพื่อให้ได้ดาวให้มากที่สุด หมวดการฝึกแต่ละอันส่วนใหญ่จะมีค่าพลังหลักและค่าพลังเสริมที่โค้ชต้องมีเพื่อให้ดาวที่สูงขึ้น ซึ่งมันอาจจะเปลี่ยนได้ เพราะฉะนั้นเราต้องหาโค้ชที่มีค่า  Technical, Mental หรือ Tactical ในส่วนของค่าพลังเสริม ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราอยากให้โค้ชฝึก Ball Control เราก็ต้องหาโค้ชที่มีค่า Technical และ Mental

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใน FM18 ที่ะมีผลต่อการเล่นของ Sweeper Keepers คือค่าที่เพิ่มเข้ามาในหมวดโค้ชนั่นก็คือ GK Distribution พูดง่ายๆคือป็นการสั่งให้โค้ชฝึกการออกบอลให้ผู้รักษาประตู เพราะฉะนัน้ผู้รักษาประตูที่มี Vision ดีจะได้ประโยชน์จากการฝึกอันนี้

Picture5.png.317c7a400e88b3133a80c542deae2395

เมื่อคุณดูที่ค่าพลังของโค้ชและเอามาเทียบกับตารางการฝึก คุณจะเห็นว่าโค้ชแต่ละคนจะมีการฝึกที่ชำนาญในแต่ละค่าพลังเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นมันเป็น Idea ที่ดีที่จะหาโค้ชให้ถูกกับเป้าหมายการฝึกที่คุณอยากได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการจะฝึก First Touch ในทีมของคุณเป้นค่าพลังที่สำคัญป็นอันดับแรก คุณต้องหาค่าพลังการฝึกที่ cover ค่า First Touch และก็ต้องหาโค้ชที่เหมาะกับ Possesion/Technical

คุณภาพการฝึกก็ขึ้นอยู่กับ Facilities ของคุณด้วย คุณต้องพยายามพัฒนา facilities ของคุณตลอดเวลา เพื่อที่จะให้นักเตะคุณได้ฝึกซ้อมให้ดีที่สุดแต่ก้อย่าลืมว่าค่าใช้จ่ายก้จะแพงขึ้นด้วย ยิ่งเราอัพเกรด Facilities สูงขึ้นเท่าไหร่ ค่าบริหารจัดการก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วย นอกจากนั้นทางทฤษฎีแล้วคุณก็ควรจะหาโค้ชที่เล่นสไตล์เดียวกันกับคุณด้วย แต่มันก็ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น

Assstant Manager

ผู้จัดการทีมลงมือทำเองจะสามารถปรับแต่งการฝึกให้เขากับสไตล์และปรัชญาของทีมได้ แต่ถ้าอยากให้ผู้ช่วยเป็นคนทำ ผู้ช่วยก็สามารถทำได้ดีเหมือนกัน

ผู้ช่วยฯ จะจัดตารางฝึกโดยอ้างอิงจากสิ่งต่างๆเหล่านี้

  • ค่าพลัง,ความชอบและสไตล์ ตัวอย่างเช่น Hardness of Training, Attacking,Tactical
  • ช่วงเวลานั้นๆของฤดูกาล
  • ชนิดของสโมสร
  • นักเตะ
  • Tactic

ถ้าคุณจะให้ผู้ช่วยคุม คุณควรจะหาผู้ช่วยที่เชื่อและชอบในสไตล์การเล่นเดียวกับคุณ มันจะทำให้ผู้ช่วยจัดการฝึกได้เหมาะกับปรัชญาการเล่นของคุณได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับผู้ช่วยฯที่สไตล์ตรงข้ามกัน

 

ความคุ้นเคย Tactic (Tactic Familiarity)

Tactic Familiarity หมายถึง ความเข้าใจใน Tactic ของผู้เล่นในทีม ยิ่งเข้าใจมากยิ่งทำผลงานได้ดี ซึ่งมันเข้าใจง่ายมากว่ามันประกอบไปด้วยอะไรบ้าง Tactic Familiarity คำนวนโดยความเข้าใจของผู้เล่นรายตัว ส่วน Team Cohesion หมายถึงความเข้าใจซึ่งกันและกันในการเล่นระหว่างผู้เล่นในทีม

การที่จะคุ้นเคยกับTactic ได้ ผู้เล่นในทีมต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้

Mentality, Passing, Tempo, Width, Creative Freedom,Pressing Intensity, Marking และ Position/Role/duty โดยคุณสามารถเช็คได้ในหน้า Training ของนักเตะโดยเข้าไปที่ Training ใน Development มันจะบอกไว้ตรงนั้น

ซึ่งในหน้านี้จะบอกข้อมูลอย่างอื่นเหล่านี้ไว้ด้วย

  • Position/Rol/Duty ที่นักเตะฝึกอยู่
  • Additional Focus
  • ความเข้มข้นในการฝึก
  • รายงานการฝึกจากโค้ช
  • รายงานทางการแพทย์
  • ความคุ้นเคย Tactic

การพัฒนาความคุ้นเคยTactic

ทำได้โดยเลือกโปรแกรมการฝึกที่มีความเข้าใจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป้นการฝึก General, Match Preparation, Attacking, Defend, Tactical, Goalkeeping

  • เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเปลี่ยน Tactic ใหม่ควรจะใส่การฝึกเหล่านี้ไว้ในโปรแกรมด้วยเพื่อที่จะเพิ่มความคุ้นเคยให้นักเตะ
  • นักเตะควรจะเล่นตำแหน่งนั้นๆในเกมด้วยเพื่อที่จะเห็นผล

เมื่อไหร่ก้ตามที่คุณเปลี่ยน Tactic ใหม่ จำนวนความคุ้นเคย Tactic ที่ต้องการจะมากแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่า Tactic ใหม่นั้นเปลี่ยนจากเดิมไปเยอะขนาดไหน เช่น ถ้าคุณเล่น 532 อยู่แล้วเปลี่ยนไปเล่น 5122 ความต่างจะน้อยมาก ใช้เวบาแค่ 2-3 แมตซ์ก็น่าจะเข้าใจแล้ว แต่ถ้าคุณเปลี่ยน Tactic ที่ต่างจากของเดิมมากคุณอาจจะต้องใช้โปรแกรมการฝึกที่มีค่า Tactic Familiarity เข้าไปข่วยด้วย

ความเร็วในกาเข้าใจ Tactic ขึ้นอยู่กับว่ามีกี่ Tacticที่ต้องฝึก  การซ้อมที่ใช้และจำนวนผู้เ่ลนที่ใช้ในขณะนั้น แมตซ์การแข่งขันก็สำคัญก็ความเข้าใจใน tactic เหมือนกัน จำนวนแมตซ์ที่แนะนำให้เตะช่วง pre-season อยู่ที่ 6 นัด

ทีมๆนึงสามารถที่จะคุ้นเคยกับ tactic ที่ใช้ได้ในระยะเวลา 4-6 สัปดาห์ถ้า set ทุกอย่างได้ถูกต้อง แต่มันไม่น่าเป็นไปได้เพราะ นั่นหมายความว่าคุณจะต้องฝึกแค่ Tactic เดียวและใช้ 11 ผู้เล่นตัวจริงเดิมๆ 4-6 สัปดาห์ติดต่อกัน

อื่นๆ

ปัญหาที่คุณจะต้องเจอตลอดการเล่นคือ ความล้า (Fatigue) ถ้าคุณไม่มี Sport Scientist เหตุผลที่ต้องมี Sport Scientist คือ พวกเขาจะดูแลเรื่องความล้าตลอดสัปดาห์ ถ้าคุฯไม่มีเลยผู้เล่นจะล้าบ่อย เพราะฉะนั้นต้องดูให้ดีๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this:
search previous next tag category expand menu location phone mail time cart zoom edit close