Tactic Guide สำหรับ FM19

สวัสดีครับหลังจากเกมตัวเต็มออกมาได้เกือบ 1 อาทิตย์ผมเลยถือโอกาสนี้เขียนบล็อกนี้ทิ้งไว้เป็น reference ละกันนะครับ เผื่อใครงงทำสั่งไหนจะได้ย้อนกลับมาดูง่ายๆ

 

FM19 Tactical Changes 

ก่อนคืนเรามาพูดถึงสิ่งที่เปลี่ยนไปหลักๆกันก่อนดีกว่าครับ ถึงแม้ว่า Basic หลักๆจะยังคล้ายเดิมแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือ หน้าจอ UI ที่เปลี่ยนไป ซึ่งผมถือว่าดีขึ้นเลยนะครับ เพราะมันทำให้เราเข้าใจมันง่ายมากขึ้น ว่าคำสั่งนั้นๆมันมีผลกับช่วงไหนของเกม เรามาดูกันเลยว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงหลักๆของ Tactic ในเกมภาคนี้มีอะไรบ้าง

Tactic Preset

ปีนี้ทาง SI ได้ทำการสร้าง Tactic สำเร็จรูปมาให้ผู้เล่นได้ใช้อยู่ 10 แบบ โดยมีสไตล์การเล่นที่เป็นที่นิยมในวงการฟุตบอลกันอยู่เวลานี้เช่น Gegenpressing, Tiki-Taka, Catenaccio เป็นต้น โดย Tactic สำเร็จรูปเหล่านี้ไม่ได้การันตีความสำเร็จ 100% แต่ก็เป็นพื้นฐานในการสร้าง tactic ให้กับผู้เล่นมือใหม่ที่มักจะมีปัญหาในการสร้างสไตล์ฟุตบอลที่เราต้องการมาตลอด โดย tactic สำเร็จรูปเหล่านี้จะหน้าหน้าที่เป็น  Guideline ให้เราได้ว่าถ้าอยากเล่นบอลสไตล์นี้เราควรจะเล่นแผนไหน Role/Duty อะไร รวมถึง Team Instruction ต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าเราจะสามารถแก้ไขเองได้ตามที่เราต้องการเหมือนกัน

Screen Shot 2561-11-07 at 17.15.44

 

Team Fluidity 

Team Fluidity เข้ามาแทน Team Shape ถึงว่ามันจะมีรายละเอียดเหมือนกันคือ Highly Structured, Structured, Flexible, Fluid, Very Fluid แต่มันไม่ได้มีหน้าที่เหมือน Team Shape ปีที่แล้ว ปีนี้ Team Fluidity จะมีหน้าที่เป็นตัวบอกเราเฉยๆว่าการจัด Role และ Duty นั้น มันเป็นการจัดที่  Fluidity มากน้อยขนาดนั้น ซึ่งมันจะไม่มีผลในการไปปรับค่า Mentality ส่วนนักเตะอีกต่อไป โดยการปรับขึ้นลงของ Team Fluidity ว่าจะเป็น Structured หรือ Fluid ขึ้นอยู่กับ การปรับ role/duty ของนักเตะ ถ้า duty support เยอะ Team Fluidity จะเอียงไปทาง Fluidity มากขึ้น

ประโยชน์ของ Team Fluidity คือ เราจะรู้ว่าจำนวนนักเตะที่จะมีส่วนร่วมในช่วง Transition นั้น จะมากน้อยแค่ไหน ถ้าทีมเราเป็น Fluid เท่ากับว่านักเตะที่มีส่วนร่วมในช่วง Transition จะมีมากขึ้นกว่าแบบ Structured

Screen Shot 2561-11-07 at 17.56.48

 

Fluid/ Very Fluid = จำนวนนักเตะที่มีส่วนร่วมในช่วง Attacking Transition มากขึ้น

ข้อดี

  • เหมาะกับการช่วยเพิ่มโอากสในการครองบอลมากขึ้นเพราะนักเตะจะช่วยกันเล่นมากขึ้น

ข้อเสีย

  • ความเร็วในช่วง Transition  อาจจะช้าลงเพราะจำนวนนักเตะที่มากขี้น
  • นักเตะจะออกจากตำแหน่งมากขึ้นทำให้ Shape ของทีมอาจจะเสียได้ และการถอยลงมาเวลาเล่นเกมรับอาจจะทำได้ช้า

Structured/Highly Structured = จำนวนนักเตะที่มีส่วนร่วมในช่วง Attacking Transition น้อยลง

ข้อดี

  • ความเร็วในช่วง Transition จะทำได้เร็ว เหมาะกับทีมที่ต้องการจะบุกแบบรวดเร้ว

ข้อเสีย

  • เนื่องจากนักเตะจะมี duty Attack หรือ Defend มากขึ้น ทำให้การยืนตำแหน่งของนักเตะจะห่างกันมากขึ้นทำให้นักเตะบางคนอาจจะต้องทำงานมากขึ้นในการเก็บบอลหรือเลี้ยงบอลเพราะไม่มีเพื่อนร่วมทีมมา support

Four Phases of Play

ในภาคนี้ SI จะแบ่ง Team Instruction ออกมาเป็น 3 ส่วน โดยแบ่งแยกของมาตามช่วงเวลาของเกมฟุตบอล(Phase) 1. In Possession(เกมรุก) 2. In Transition(ช่วงเปลี่ยนจากรับเป็นรุกหรือจากรุกเป็นรับ ซึ่งผมจะแยกออกเป็น 2 ช่วงนะครับ ผมอธิบายไว้ในพาร์ทหลังแล้ว) 3. Out of Possession  (เกมรับ)

การแบ่ง Team Instruction ออกเป็นสามส่วนแบบนี้นอกจากจะง่ายต่อการทำความเข้าใจในการสร้าง Tactic แล้ว มันยังเพิ่มความสมจริงเข้าไปอีกด้วย ในภาคที่ผ่านๆมาเราต้องใช้ Mentality, Shape รวมถึง Role&Duty เพื่อกำหนดว่าเราจะเล่นอย่างไรในช่วง transition แต่ภาคนี้เราสามารถเลือกได้เองเลย

ในส่วนของ In Transition มันยังแยกย่อยออกเป็นส่วนย่อยๆ นั่นคือ 1. เวลาที่ทีมได้บอล 2. เวลาที่ทีมเสียบอล และ 3 เวลาที่ผู้รักษาประตูได้บอล

Screen Shot 2561-11-07 at 20.48.14

 

และที่กล่าวมาคือ 3 ส่วนหลักๆที่เปลี่ยนไปในภาคนี้ครับซึ่งยังมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆอีกที่เปลี่ยนไป และผมจะมาอธิบายอีกทีในส่วนถัดไปนะครับ

 

Part 2

Mentality

Mentality ก็เป็นอีกส่วนที่มีคนสับสนมากเวลาจะเลือกเพราะสาเหตุมาจากชื่อของมันที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิดเช่น Counter หรือ Control ซึ่งมาปีนี้ SI ได้ปรับแก้ตรงจุดนั้นซึ่งถือว่าตรงจุดเลย โดย SI เปลี่ยนชื่อ Mentality ใหม่เกือบหมด ซึ่งน่าจะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

Mentality ถ้าให้อธิบายให้เข้าใจง่ายๆมันคือความเสี่ยงนั่นเอง โดยเรียงจากเสี่ยงน้อยไปหาเสี่ยงมาก แต่ถึงแม้มันจะสามารถอธิบายง่ายๆได้แต่ Mentality มันมีความซับซ้อนอยู่ในตัวของมันพอสมควร เนื่องจากพอเราเปลี่ยน Mentality แล้วมันจะมีผลไปถึง Team Instruction หลายอย่าง

สิ่งที่ Mentality  เปลี่ยนมีดังนี้

In Possession 

  • Attacking Width
  • Passing Direction
  • Tempo
  • Time Wasting

Out of Possession

  • Line Of Engagement
  • Defensive Line
  • Pressing Intensity

คำอธิบายคร่าวๆ ของ Mentality

Very Defensive – จุดประสงค์คือเพื่อก่อกวนคู่ต่อสู้ โดยจะเน้นไปที่การครองบอลและลดพื้นที่ในการเล่นของคู่ต่อสู้ ไม่เน้นการทำประตู จะพยายามถ่วงเวลาและนักเตะจะลงมาเล่นเกมรับมากขึ้น ถ้าเมื่อไหร่ไม่มีตัวเลือกที่จะให้ส่งนักเตะจะเตะบอลทิ้งทันที

Defensive – เหมาะกับเกมที่เป็นรองแล้วคาดว่าคู่ต่อสู้จะมาโหมบุกใส่เรา เป้าหมายคือให้นักเตะลงมาเล่นกัมรับเยอะเพื่อลดพื้นที่ในการเล่นดึงเกมให้ช้า และหวังพึ่งบอล Direct ไปให้กองหน้าในจังหวะโต้กลับ

Cautious – เหมาะกับแมตซ์ที่เราคิดว่าเราจะสู้ไม่ได้ในการครองบอล แต่ยังรู้สึกว่าเราสามารถที่จะแย่งบอลมาครองได้เป็นช่วงๆ จุดประสงค์หลักยังคือการลงมาเล่นเกมรับแต่จะขึ้นไป support ผู้เล่นเกมรุกเร็วขึ้น การเล่นจะขึ้นอยู่กับการขึ้นบอลที่รวดเร็วเพื่อโจมตีพื้นที่ที่ ฟูลแบ็คหรือปีกคู่ต่อสู้ทิ้งเอาไว้ แต่บางครั้งผู้เล่นก็อาจจะไม่เติมขึ้นไปถ้าเห็นว่าการโต้กลับนั้นอาจจะไม่ได้ผล

Balance – เป็น Mentality ที่สำคัญ เพราะเป็นการบาลานซ์ความเสี่ยง โดยเหมาะในการเริ่มแมตซ์ที่เรายังไม่รู้ว่ารูปเกมจะออกมาเป็นยังไง โดยเราสามารถใช้ Mentality นี้ก่อนที่จะปรับไปตามสถานการณ์

Positive – เหมาะกับแมตซ์ที่เราคิดว่าเราเป็นต่อ แต่ก็ยังเป็นห่วงว่าจะโดน Counter จากคู่แข่ง เป้าหมายคือเคลื่อนบอลไปทั่วๆสนามและหาพื้นที่ในการเจาะอย่างใจเย็น ถึงแม้ว่า ฟูลแบ็คจะเติมหรือกองกลางวิ่งสอดขึ้นไป แต่มันจะทำก็ต่อเมื่อไม่มีความเสี่ยงใดๆ และมักจะรักษาตำแหน่งเพื่อช่วยในการครองบอลจนกว่าจะมีโอกาส

Attacking – เหมาะกับ Match ที่เราคาดว่าจะชนะและเป็นฝ่ายครองบอลในแดนคู่ต่อสู้ เป้าหมายคือการเจาะที่ว่างของคู่ต่อสู้ด้วยควาเร็ว และ บอลไดเร็ค แต่ถ้าทีมโอกาสจะเสียบอลในเกมรุกนักเตะจะเก็บบอลไว้เพื่อรักษการครองบอลของทีม ทีมจะโฟกัสในการให้นักเตะขึ้นหน้าไปยังที่ว่างโดยให้อิสระในการเล่นเต็มที่

Very Attacking – เหมาะกับในสถานการณที่เราต้องการประตูจริงๆ โดยจะส่งผู้เล่นไปข้างหน้าให้มากที่สุดเพื่อที่ใช้การโจมตีที่รวดเร็ว และใช้การครองบอลเป็นเพียงเครื่องมือในการโจมตีคู่ต่อสู้ในอีกพื้นที่นึงเท่านั้น

Screen Shot 2561-11-07 at 22.47.34.png

 

Team Instruction

In Possession

Attacking Width – ความกว้างในการเล่นเกมรุก

ซึ่งไม่ว่าจะเล่นแคบหรือกว้างนั้นก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสไตล์การเล่นที่เราต้องการ รวมถึงความสามารถของนักเตะที่เรามี

เล่นแคบ 

ข้อดี

  • นักเตะจะยืนใกล้กันทำให้ง่ายต่อการครองบอลและจ่ายบอล
  • เมื่อทีมเสียบอลนักเตะจะกลับมาประจำตำแหน่งได้เร็วขึ้น เพราะระยะทางในการวิ่งน้อยลง

ข้อเสีย

  • เนื่องจากการยืนของทีมจะค่อนข้างแคบ ทำให้นักบอลจะมีพื้นที่ในการเล่นน้อยลง ยิ่งถ้าคู่ต่อสู้บีบพื้นที่มากเท่าไหร่จะทำให้ยากต่อการเจาะ
  • คู่ต่อสู้จะเข้าสกัดได้ง่ายขึ้นเพราะระยะห่างของนักเตะไม่มากนัก

เล่นกว้าง

ข้อดี

  • การที่สั่งให้นักเตะยืนกว้างเพื่อเป็นการใช้พื้นที่สนามให้ได้มากที่สุด เพื่อทำให้เกิดช่องว่างตรงกลางให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้
  • เป็นการถ่างแผงหลังของคู่ต่อสู้ออกมาเพื่อให้มีช่องในแผงหลังให้เจาะ
  • คู่ต่อสู้ต้องวิ่งในระยะที่มากขึ้นเพื่อจะแย่งบอล

ข้อเสีย

  • นักเตะต้องมีการจ่ายบอลที่พอสมควรเพื่อที่จะจ่ายให้ถึงเพื่อนร่วมทีม
  • เมื่อทีมเสียบอลนักเตะจะกลับไปที่ตำแหน่งตัวเองได้ช้าลง เพราะระยะทางจะมากขึ้น

 

Approach Play

Pass into Space – สั่งให้นักเตะจ่ายบอลเสี่ยงมากขึ้นรวมถึงการจ่ายทะลุช่อง นักเตะที่เป็นตัวจ่ายบอลควรจะมีค่า vision และ Passing ในขณะที่นักเตะที่จะรับบอลต้องมีค่า off the ball, acceleration และ First Touch

Overlap/Underlap – สิ่งที่เปลี่ยนไปอีกอย่างนึงคือภาคนี้เราสามารถเลือก Overlap,Underlap โดยแยกฝั่งซ้ายหรือขวาได้หรือแม้กระทั่ง Overlap ข้างนึงและ Underlap อีกข้างก็ได้

Overlap = เป็นคำสั่งให้ปีกดึงจังหวะเพื่อรอให้แบ็ควิ่งอ้อมหลัง

Underlap = เป็นคำสั่งให้ปีกตึงจังหวะเพื่อให้แบ็ควิ่งสอดเข้าด้านใน

Overlapunderlap

แต่ถ้าจะให้เจาะลึกลงลงไปนั้นการเลือก Overlap หรือ Underlap นั้นคือการไปลด Mentality ของปีก และเพิ่ม Mentality ของ นั่นเอง ดูได้จาตัวอย่างข้างล่างนี้

นี่คือ Mentality ของ W(s) และ FB(s) ของผม (Mentality ของทีมคือ Balance)

ตอนยังไม่ได้ใช้ Overlap

Dr no Overlap

Wing without ol

ส่วนอันนีคือหลังจากใช้ Overlap จะเห็นว่า Mentality ของแบ็คจะเพิ่มขึ้นแต่ของปีกจะลดลง

fb with ol

wing with ol

 

Focus Play Down The Left, Right, Middle = เป็นคำสั่งที่ให้ทีมเน้นการโจมตีไปในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ควรจะใช้ตลอดทั้งเกม แต่ควร ใช้เมื่อสถานการณ์เหมาะสมเช่นแบ็คซ้ายคู่ต่อสู้โดนใบเหลืองไปแล้วเราเลยใช้ความได้เปรียบโจมตีตรงนั้น

คำสั่ง Focus Down Left/Right จะเป็นการเพิ่ม Mentality ของ แบ็คซ้ายหรือขวาตามคำสั่งที่เราเลือก แต่ถ้าเป็น Focus Play Through The Middle จะเป้นการเพิ่ม Mentality ของ CBs และ DMs

focus

Play out of Defence = เป็นคำสั่งให้แผงหลังเราพยายามต่อบอลขึ้นมามากกว่าที่จะเล่นบอลยาว เหมาะกับทีมที่เน้นการครองบอล แต่ถึงแม้ว่าจะใช้คำสั่งนี้แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่กองหลังเราไม่มีช่องให้จ่ายบอลหรือไม่มีเพื่อนใกล้ๆที่ว่าง ก็จะมีบ้างที่จะเปิดบอลยาว เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้คำสั่งนี้ต้องแน่ใจว่ากองหลังเรามี Composure vision และ passing ที่ดี รวมถึงควรจะมีกองกลางที่คอยขยับหาช่องหรือลงมาช่วยล้วงบอลด้วย

play out of defend

 

Passing Directness

– เป็นคำสั่งเพื่อกำหนดระยะการส่งของผู้เล่นในทีม ถ้าเราไม่ปรับอะไรและ set ให้เป็น standard มันจะปรับให้ตาม Mentality ของทีม

Passing Direction.PNG

Shorter Passing – การปรับให้เป็น Shorter Passing เป็นการสั่งให้นักเตะภายในทีมลดระยะการจ่ายบอลลงเพื่อเน้นการครองบอล ข้อดีคือทีมจะจ่ายบอลได้แม่นยำมากขึ้น แต่ข้อเสียคือการทำเกมบุกจะช้าทำให้คู่ต่อสู้อาจจลงไปตั้งรับทัน เพราะฉะนั้นเราอาจจะต้องจำเป็นเซ็ตนักเตะบางคนในทีมเช่น Playmaker ของเราให้การจ่ายเป็น direct เพื่อให้ความนักเตะซักตัวนึงในการจ่ายบอลเพื่อโจมตีคู่ต่อสู้

Direct Passing – เมื่อปรับเป็น Direct Passing นักเตะจะถูกสั่งให้จ่ายบอลในระยะไกลมากขึ้น ข้อดีคือเมื่อเราใช้ Direct Passing การพาบอลจะหลังขึ้นหน้าจะเร็วมากขึ้น เพราะฉะนั้นจะเหมาะกับทีมที่เล่นอยากใช้การโจมตีอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นเราอาจจะเห็นลูก Early Cross หรือ จ่ายบอลทะลุช่องมากขึ้น

หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าเหมือนผมตอนเล่นใหม่ๆ คือมักจะคิดว่า ถ้าทีมเรามี Passing หรือเทคนิค ไม่ค่อยดี ควรจะเล่นแบ direct และต้องเป็นทีมที่มีการจ่ายบอลดีๆเท่านั้นถึงจะเล่นแบบ short passing ซึ่งจริงๆแล้วตรงข้ามกันด้วยซ้ำ เนื่องจากถ้าเราต้องการเล่นบอลแบบ Direct นั้น ระยะทางการจ่ายบอลจะไกลเพราะฉะนั้นถ้านักเตะเรา Passing ไม่ดี จะทำให้โอกาสเสียบอลมีมากขึ้น นอกจากนั้นผู้ระบบอลอยังต้องมี first touch ที่ในการจับบอลอีกด้วย แต่สำหรับการเล่นแบบ short passing จะเป็นการส่งบอลระยะสั้นทำให้ค่า passing ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่นักแต่จะไปเน้นค่าความเคลื่อนไหวของผู้เล่นมากกว่าในการเคลื่อนที่ไปรับบอล

 

Tempo

Tempo ถ้าแปลตรงตัวคือจังหวะการเล่น ช้าหรือเร็ว ซึ่งจะมีส่วนคล้ายกับ Passing Direction คือถ้าเรา set เป็น Standard มันจะปรับตาม Mentality ที่เราใช้

ส่วนตัว Tempo เองนั้นจะเน้นไปตรงความเร็วในการตัดสินใจของนักเตะในทีม ถ้าเราเล่น Tempo ที่เร็วมันจะไปเร่งการตัดสินใจของนักเตะทำให้นักเตะอาจจะตัดสินใจผิดพลาด ขณะที่ถ้าเราเล่น Tempo ที่ช้าจะเป็นการสั่งให้นักเตะเมื่อได้บอลแล้วให้ใช้เวลาในการตัดสินใจมากขึ้นหน่อยว่าจะทำอะไร ข้อเสียก็คืออาจจะโจมตีคู่ต่อสู้ได้ยากขึ้นเพราะคู่ต่อส้มีเวลาในการลง set เกมรับกันหมดแล้ว

จริงๆแล้วเราสามารถเล่นแผนครองบอลได้หมดในทุกๆ Tempo แต่ถ้า เราจะครองบอลบน Tempo ที่เร็ว เราต้องมั่นใจนักเตะเรามีค่า Mental ที่ดีเช่น Composure, Decision , Teamwork เป็นต้น

แต่ปกติส่วนตัวผมจะทิ้งไว้ที่ Satndard มากกว่า แล้วให้มันเปลี่ยนไปตาม mentality ที่เราเล่น

tempo

 

Time Wasting

อันนี้ผมไปเร็วๆละกัน มันคือการถ่วงเวลา เหมาะกับการใช้ช่วงท้ายเกม เมื่อได้ผลการแข่งขันที่เราต้องการแล้ว

TW.PNG

 

Final Third

Crossing มีให้เลือก 4 แบบดังนี้

  • Mixed crosses – เป็นการเลือกแบบผสม โดยนักเตะจะเลือกเอาตามสถานการณ์
  • Float Crosses – เป็นการโยนลูกโด่งเหมาะกับทีมที่เล่นลูกกลางอากาศได้ดี
  • Whipped Crossed – เป็นการโยนลูกเลียดๆพุ่งๆด้วยความเร็วเพื่อให้กองหลังสกัดยาก
  • Low Crossed – เป็นการโยนลูกเลียดเหมือนกันแต่จะมีทั้งช้าและเร็วเหมาะกับกองหน้าที่มีความเร็วหาที่ว่างดีๆ

cross

 

Work Ball Into The Box

เป็นคำสั่งที่ให้นักเตะทีมเราค่อยหาจังหวะเข้าทำ โดยหลักๆแล้วจะลดการ cross และ การยิงไกล

Hit Early Crosses

สั่งให้นักเตะทำการครอสทันที่เมื่อเข้าไปในแดนคู่ต่อสู้ เหมาะกับทีมที่เล่น Counter attack และมีกองหน้าที่มีความเร็วที่พร้อมจะวิ่งแซงกองหลังหรือใช้กับเวลาช่วงท้ายเกมเพื่อที่จะบอมบเข้าไปในกรอบเขตโทษ

Shoot On Sight

สั่งให้นักเตะยิงไกลทุกครั้งเมื่อได้โอกาส อาจจะใช้กับทีมที่เล็กมากๆที่นานๆที่จะมีโอกาสบุก แต่ส่วนตัวผมไม่เคยใช้

*Hit Early Cross กับ Shoot On Sight ไม่สามารถใช้พร้อมกับ WorkIn To The Box ได้*

final third.PNG

Play for Set Pieces

เป็นคำสั่งที่เพิ่มเข้ามาใหม่ คือเป็นการสั่งให้ลูกทีมพยายามเล่นเพื่อให้ได้ Free Kick, Corner หรือ ลูกทุ่ม เหมาะกับทีมเล็กๆที่เน้นการเล่นลูกตั้งเตะต่างๆ

Pfs

 

Dribbling

Dribble Less – สั่งให้นักเตะพยายามหาทางส่งก่อนที่จะตัดสินใจเลี้ยง

Run at Defence – คือการสั่งให้นักเตะเลี้ยงเข้าหากองหลัง แน่นอนว่าถ้านักเตะเราค่าการเลี้ยงไม่ดีโอกาเสีบอลก็จะเยอะ แต่ข้อดีคือถ้ากองหลังคุ๋ต่อสู้โดนใบเหลืองไปแล้วอาจจะทำให้คู่ต่อสู้ลังเลที่จะเข้าสกัด

DRIBBLE

 

Creative Fredom

Be more Expressive – สั่งให้นักเตะเล่นอย่างอิสระโดยเราอาจจะเห็นนักเตะเล่นนอกเหนือจากคำสั่งที่เราใช้ เหมาะกับทีมที่นักเตะมีเทคนิคและค่าการตัดสินใจที่ดี

Be More Disciplined – สั่งให้นักเตะเล่นแบบมีวินัย ข้อดีคือนักเตะจะเล่นตามแผนเราแต่ข้อสียคือเราอาจจะไปจำกัดความคิดนักเตะจนนักเตะอาจจะไม่กล้าเล่นลูกพลิกแพลงเลย

CREATIVE

 

In Transition

ก่อนที่เราจะมาพูดถึงคำสั่งในหน้านี้เราจะมาพูดกันถึง Transition กันก่อน  Transition ถ้าแปลตรงตัวก็คือ “การเปลี่ยนผ่าน”  ฟุตบอลสมัยใหม่จะแบ่ง ช่วงการเล่นหลักๆออก เป็น 4 ช่วงใหญ่ๆหรือ เราเรียกกันว่า 4 Phase of Play ซึ่งจริงๆแบ่งออกย่อยได้มากกว่านั้นแต่เพื่อไม่ให้สับสนเราจะแบ่งแค่ 4 หลักใหญ่ๆก่อน นั่นก็คือ:

  • Attacking Phase – ช่วงเล่นเกมรุก
  • Transition to Defend – ช่วงเปลี่ยนจากรุกเป็นรับ
  • Defendeing – ช่วงเล่นเกมรับ
  • Transition to Attack – ช่วงเปลี่ยนจากรับเป็นรุก

 

Screen Shot 2561-11-09 at 17.53.38.png

*ภาพจาก TheFA.com

สิ่งต่อมาที่ต้องเข้าใจคือ ในแต่ละช่วงของ Transition จะมีเวลาเพียงนิดเดียวเช่น เมื่อเราเสียบอล เราจะอยู่ในช่วงของ Transition ประมาณ 6-7 วินาทีเท่านั้น ถ้าเราแย่งกลับมาได้เราจะกลับไปอยู่ในช่วง Attacking หรือ In Possession แต่เราถ้าแย่งไม่ได้เราจะเข้าสู่ช่วง Defend หรือ Out of Possestion นั่นเอง

When Transition have been Lost

เป็นคำสั่งที่ใช้เมื่อเราเสียบอล ซึ่งอย่างทีผมบอกมันจะกินเวลาแค่ 6-7 วินาทีเท่านั้น ซึ่งจะมีตัวเลือกมาให้เราเลือกอยู่ 2 อัน ซึ่งจรงนี้เราสามารถไม่เลือกได้โดยผู้เล่นจะตัดสินใจเองตามสถานการณ์ โดยตัวเลือก 2 อันที่มีให้เราเลือกคือ

possesion lost

  1. Counter-Press
  • Counter-Press หรือที่เรารู้จะกันในชื่อ Gegenpressing ซึ่งเป็นภาษาเยอรมันเนื่องจากทีมในเยอรมันนำกลับมาใช้จนทำให้ระบบนี้เป็นที่นิยมอีกครั้งโดยเฉพาะ Jurgen Klopp ที่นำไปใช้กับ Dortmund นอกจาก Klopp แล้วยังมีกุนซือที่มีชื่อเสียงๆหลายๆคนก็ใช้ระบบนี้แต่มีความแตกต่างกันไปใน Style ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Pep Guardiola, Mauricio Pochettino หรือ Roger Schmidt เป็นต้น
  • ส่วนประกอบหลักๆของ Counter Pressing คือความฟิตและการเล่นกนเป็นทีม เพราะฉะนั้นทีมที่จะใช้ระบบนี้ได้ต้องมี Stamina, Strength, Team Work Work Rate, Agressive, Bravely, Anticipation, Concentration ที่ดี โดยคำสั่งนี้จะสั่งให้นักเตะเข้า Press คู่ต่อสู้ทันทีเมื่อเราเสียบอล โดยจะใช้เวลาเพรสอยู่ประมาณ 6-7 วินาทีถ้าไม่สำเร็จก็จะถอยมารับในแดนตัวเอง
  • นอกจากค่าพลังที่จำเป็นอย่างที่กล่าวมาแล้ว แผนการเล่นก็สำคัญหัวใจหลักของ counter press คือ เราต้องการแย่งบอลจากคู่ต่อสู้ในตำแหน่งที่ใกล้กับประตูคู่ต่อสู้ให้มากที่สุด เพราะฉะนั้นแผนการเล่น ที่เราจะเล่นต้องมันใจว่าเรามีนักเตะอยู่ในแดนคู่ต่อสู้มากพอสมควรหรือที่เราเรียกว่า Heavy Top Formation ข้อเสียของ Counterpress ถ้านักเตะเราความสามารถไม่ถึงการที่เราสั่งให้นักเตะเราเพรสสูงมากจะทำให้ทีมเราหลุดตำแหน่งและอาจจะเกิดช่องว่างให้คู่แข่งเจาะเราได้

   2.  Regroup

  • Regroup คือคำสั่งทีสั่งให้นักเตะทีมเราลงไปตั้งรับทันทีเมื่อเสียบอล ซึ่งเหมาะกับทีมขนาดเล็กที่ที่ต้องการจะเน้นเกมรับเป็นพิเศษและอาจจะไม่มีความสามารถหรือความฟิตเยอะพอที่จะไปไล่เพรสซิ่งคู่แข่ง
  • ข้อดีคือนักเตะเราจะถอยลงมาตั้งเกมรับได้อย่างรวดเร็ว ไม่หลุดออกจากตำแหน่งง่ายๆ และยากต่อการที่คู่ต่อสู้จะเจาะเข้ามายิงเรา
  • ข้อเสียคือคู่ต่อสู้จะมีเวลาครองเกมเยอะในการ set เกมบุกเข้ามาเจาะเรา

 

When Possession Has Been Won

เป็นคำสั่งที่ใช้เมื่อเราแย่งบอลกลับมาจากคู่ต่อสู้ได้ โดยเราจะมีสองตัวเลือกคือ Counter หรือ Hold Shape ซึ่งเหมือนเดิมคือถ้าเราไม่เลือกนักเตะจะตัเสินใจเองตามสถานการณ์

possesion won

  1. Counter
  • เมื่อนักเตะแย่งบอลคืนกลับมาได้จะพยายามโต้กลับเร็วให้มากที่สุด
  • ข้อดีคือคู่ต่อสู้อาจจะถอยกลับไปตั้งเกมรับไม่ทันทำให้ยังมีพื้นที่ให้เราโต้กลับ
  • ข้อเสียคือการโต้กลับนั้นจำเป็นต้องใช้ความเร็วและความเข้าใจกันถ้านักเตะเราความสามารถไม่ถึงเช่น ค่า Decision,Team Work, Off the ball, Acceleration, Firs Touch น้อยอาจจะทำให้เราโต้กลับไม่สำเร็จ

2.  Hold Shape

  • เมื่อนักเตะแย่งบอลกลับคืนมาได้จะพยายามรักษา Shape ไว้ โดยไม่พยายามจะโต้กลับถ้าไม่จำเป็น
  • ข้อดีคือเราจะไม่เสียบอลบ่อยเวลาได้บอลคืนมาแล้วเราจะพยายามรักษาบอลไว้กับทีมทำให้เปอร์เซนการครองบอลจะสูงขึ้น
  • ข้อเสียคือการโจมตีในช่วง Transition ของเราจะช้าทำให้คู่ต่อสู้เขามีเวลาลงไปตั้งเกมรับกันได้

 

*****หมายเหตุ: การเซตทั้งสองกลุ่มนี้ไม่ได้หมายความว่านักเตะจะทำอย่างนั้น 100% เช่น ถ้าเราเลือกจะเล่น Counter ไม่ได้หมายความว่านักเตะจะต้อง Counter ทุกครั้งที่แย่งบอลได้ แต่จะพยายาม counter มากกว่าการที่ราไม่ได้เลือกหรือเลือก Hold Shape

 

ส่วนที่จะพูดถึงต่อไปนี้ถึงแม้จะไม่ใช่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาใหม่แต่เป็นอีกส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือการย้าย Player Instruction ของผู้รักษาประตูไม่อยู่ในส่วน In Transition เพื่อง่ายต่อการปรับ

Goalkeeper in Possesion

Distribute Quickly – เมื่อผู้รักษาประตูได้บอลจะรีบออกบอลอย่างรวดเร็ว เหมาะกับทีมที่ต้องการโต้กลับ

Slow Pace Down – บอกให้ผู้รักษาประตูดึงเกมช้า เหมาะกับทีมที่เน้นครองบอล

gk1

 

Distribute to Area/Player

เป็นคำสั่งที่กำหนดให้ผู้รักษาประตูส่งบอลไปที่พื้นที่ไหน

Distribute To Center-Backs – ส่งบอลออกไปให้เซ็นตอร์

Distribute To Full-Backs – ส่งบอลให้ Full Backs

Distribute to Playmaker – ส่งบอลให้ Playmaker

Distribute to Flanks – ส่งบอลออกปีกทั้งสองข้าง

Distribute to Target Man ส่งบอลให้ กองหน้าตัวเป้า

Distribute to Opposition Defence – ส่งบอลข้ามหัวแผงหลังของคู่ต่อสู้

gk2

นอกจากนั้นยังผมไม่แน่ใจว่าจะทราบกันหรือยังนะครับคือถ้าเรากดไปที่ลูกศรเล็กๆข้างบนมันจะมีมีคำสั่งอีกชุดขึ้นมาเลยว่าเราจะส่งไปที่นักเตะคนไหนในสนาม

GK3

 

Distribution Type

เป็นคำสั่งให้เลือกชนิดของการออกบอลของผู้รักษาประตู

Roll it out – ใช้มือไหลบอลให้เพื่อน

Throw It Long – ใช้มือเขวี้ยงบอลยาวให้เพื่อน

Take Short Kicks – เตะบอลสั้นให้เพื่อน

Take Long Kicks – เตะบอลยาวให้เพื่อน

gk4

 

Out Of Possession

Out of Possession ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญในการสร้าง Tactic เลยทีเดียว เพราะมันเป็นตัวกำหนด Shape เกมรับ เวลาที่ทีมเราไม่ได้เป็นฝ่ายครองบอล

Defensive Shape

Defensive เป็นคำสั่งในการกำหนด Shape ของเกมรับ โดยจะมีส่วนประกอบ อยู่ 3 ส่วน คือ Offside Trap, Line of Engagement, Defensive Line.

Offside Trap 

อันนี้คือตรงตัวเลยครับเป็นการใช้กับดักล้ำหน้า แต่คำสั่งนี้มีผลทางอ้อมที่หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้คือ การใช้คำสั่ง Offside Trap นั้นนักเตะจะพยายามบีบพื่นที่การเล่นให้เหลือน้อยลง แต่มันก็จะมีความเสี่ยงสูงถ้ากองหลังเราอ่านเกมไม่ดีหรือไม่มีความเร็วเพียงพอเพราะมันจะเป็นการเปิดพื้นที่ด้านหลังแผงหลังมากขึ้น

Line Of Engagement (LOE)

เป็นคำสั่งใหม่ที่เพิ่มเข้ามาซึ่งผมมองว่าเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนที่ดีมาก เพราะทำให้เราสามารถกำหนด ความสูงของการ Pressing ได้ ไม่ว่าจะเป็น High Block, Medium Block, Low Block

คำสั่งนี้คำอธิบายง่ายๆคือเป็นคำสั่งที่เราใช่บอกนักเตะเราว่าเมื่อไหร่ที่ที่เราจะเริ่ม Pressing

Higher LOE – นักเตะจะเริ่ม Press ตั้งแต่แดนคู่ต่อสู้

Standard LOE – นักเตะจะเริ่มเพรสประมาณช่วงกลางสนาม

Lower LOE –  นักเตะจะเริ่ม Press เทื่อคู่ต่อสู้เข้ามาในแดนตัวเรา

Defensive Line

เป็นคำสั่งที่กำหนดระยะที่แผงหลังจะดันขึ้นมาเวลาที่ทีมเราเล่นเกมบุก ยิ่งสูงแผงหลังจะยิ่งเติมขึ้นมาห่างจากประตูตัวเองมากขี้นเสี่ยงที่จะโดนโต้กลับถ้ากองหลังเราไม่เร็วพอ แต่ถ้าเราเลือกแผงหลังต่ำนักเตะจะอยู่ใกล้ประตูตัวเองมากขึ้นซึ่งอาจจะมีผลให้เราโดนยิงไกลหรือเสียฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษมากขึ้น

def shapev

*แต่อย่าลืมว่า Line Of Engagement กับ Defensive Line นั้นจะแตกต่างกันออกไปตาม Mentality ด้วย เช่น Standard LOE ของ Balane จะต่ำกว่าStandard LOE ของ Positive เป็นต้น

 

Defensive Width

เป็นคำสั่งใหม่ที่เพิ่มเข้ามาและก็เหมือนกันคือมีประโยชน์มาก เนื่องจากแต่ก่อนเราจะไม่สามารถ setความกว้างของเกมรับได้เลย โดยคำสั่ง Defensive Width จะเลือกได้ 3 ระดับ Narrow, Standard, Wide

Narrow – คือเราให้ความสำคัญกับเกมรับตรงกลางทำให้คู่ต่อสู้มีพื้นที่ในการเล่นตรงกลางน้อยลงแต่จะทำให้เราทิ้งพื้นที่ด้านข้างไว้ซึ่งจะมีผลทำให้คู่ต่อสู้ได้ครอสมากขึ้นเพราะฉะนั้นเราต้องมั่นใจว่ากองหลังเราสามารถรับมือกับลูกโด่งได้ดี

Wide – เป็นคำสั่งให้แผงหลังเราขยายออกด้านข้างมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การครอสของคู่ต่อสู้นั้นยากขึ้น แต่จะทำให้มีช่องระหว่างแผงหลังเราเยอะขึ้น

DFwidth

 

Marking and Tackling

Use Tighter Marking 

เป็นคำสั่งที่ให้นักเตะยืนใกล้กับคู่ต่อสู้มากขึ้นในเกมรับ เพราะฉะนั้นระวังให้ดีเพราะนักเตะเราอาจจะโดนคู่ต่อสู้ดึงให้หลุดตำแหน่งได้

Pressing Intensity

ทำหน้าที่เหมือนกับ closing down ในภาคที่แล้วครับ คือถ้าเราปรับไปทางขวาสุดนักเตะจะเพรสหนักมาก ข้อเสียคือถ้านักเตะเพรสหนักจะทำให้โอกาสที่นักเตะหลุดตำแหน่งก็มีมากขึ้นรวมถึงนักเตะอาจะเหนื่อยจนเล่นไม่จบเกม

นอกจากนั้นเหมือนที่ผมเคยย้ำอยู่ตลอดคือคำสั่งนี้มันเป้นคำสั่งให้ทุกคนในทีม press เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่อยากให้ Press ทั้งทีมเราสามารถ set ตรงนี้เป็น standard แล้วไป set รายตัวนักเตะเฉพาะที่เราอยากให้เพรสได้ครับ

Tackling

เป็นคำสั่งที่ที่จะสั่งให้นักเตะเข้าสกัดอย่างไร

Stay on Feet – นักเตะจะเข้าสกัดอย่างใจเย็น ข้อดีคือนักเตะจะไม่เข้าพรวด แต่ข้อเสียคือคู่ต่อสู้จะเล่นง่ายขึ้น

Get Stuck In – นักเตะจะเข้าสกัดอย่างเต็มที่ ข้อดีคือคู่ต่อสู้จะเล่นยากโดยเฉพาะนักเตะที่มี Bravery น้อยอาจจะไม่กล้าเล่นบอลเลย ข้อเสียคือนักเตะอาจจะเข้าพรวดและเสี่ยงต่อการโดนใบเหลืองใบแดง

DFtackling

 

Guide นี้จบลงเพียงแค่นี้ครับอาจจะมี Update เรื่อยๆ ขอบคุณที่กด ติดตามเพจผมนะครับ ใครอยากเอาไปแชร์แชร์ได้เต็มที่ครับ อาจจะขอรบกวนลิงค์กับมาที่ Facebook ผมนิดนึงนะครับ

โค้ช FM

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this:
search previous next tag category expand menu location phone mail time cart zoom edit close