#FM19Guide: พื้นฐานการสร้างเกมรับ (Guide สำหรับมือใหม่)

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ยูสเซอร์ Experienced Defender จากบอร์ดของ SI ที่อนุญาตให้ผมเอามาแปลครับ ใครอยากอ่านเวอร์ชั่น original ไปได้ที่ลิงค์นี้ครับ https://community.sigames.com/topic/474720-basic-principles-of-defending-an-unofficial-guide-for-tactical-beginners/

ทำไมผมถึงตัดสินใจสร้างกระทู้นี้ขึ้นมา นั่นก็เพราะว่าผมสังเกตว่าคนส่วนใหญ่มักจะสร้างสิ่งที่เรียกว่า “สร้างเกมรับที่มากเกินไป” ในแทคติคของตัวเอง

การที่ผมบอกว่า “เกมรับที่มากเกินไป” ผมหมายถึงเป็นเกมรับที่ดุดันหรือเสี่ยงเกินความจำเป็น แต่บางครั้งก็อาจจะหมายถึงการเล่นเกมรับที่เฉื่อยเกินไปก็ได้ครับ

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณเห็นแทคติคที่มีคำสั่งดังต่อไปนี้ (Much) higher defensive line, (much) higher LOE, extremely urgent pressing, prevent short GKD + counter press ใช้ร่วมกับ mentality ที่มีความเสี่ยงสูง(Positive หรือ Attacking ขึ้นไป) นั่นคือตัวอย่างของสิ่งที่รียกว่า “เกมรับที่มากเกินไป” ยิ่งถ้าบวก Get stuck in และ/หรือ Use tighter marking เข้าไปด้วยถือว่าเป็นสูตรของความพินาศเลย

ทำไม? เพราะเกมรับที่ดีกับเกมรับที่ดุดัน(มากเกินไป) นั้นไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ดูเหมือนว่าคนที่ใช้คำสั่งเกมรับที่สุดโต่งเกินไปโดยไม่สนใจว่านักเตะในทีมมีความสามารถพอในการเล่นทุกคำสั่งที่เราใช้ไหม พูดอีกอย่างคือสิ่งที่ต้องการจากนักเตะ กับสิ่งที่นักเตะสามารถทำได้นั้นเป็นคนละอย่างกัน  

แต่มันอาจจะมีข้อยกเว้น สำหรับทีมระดับโลกที่สามารถที่เล่นเกมรับที่ดุดันได้แต่ก็มีไม่กี่ทีมที่จะทำได้

ก่อนที่ผมจะแจกแจงสิ่งที่ต้องระวังเมื่อพูดถึงเกมรับ ผมอยากจะพูดถึงกฏพื้นฐานของกระบวนการสร้างแทคติค 2 อย่าง ก่อน

1.Mentality มีผลกับกับคำสั่งอื่นๆทั้ง เกมรุก (In Possession) และ เกมรับ ( out of Possession) เมื่อคุณเปลี่ยน Mentality คุณจะไม่ได้เปลี่ยนแค่ Mentality ส่วนตัวของนักเตะเท่านั้น แต่มันจะไปเปลี่ยน Tempo, Passing Style, Attacking Width, Time wasting, Defensive Line, Line of engagement และ Pressing intensity ด้วย ส่วน จะไปปรับ Tackling ให้ ดุดันขึ้นหรือลดลงด้วยไหม ยังไม่สามารถยืนยันได้

2.แนวทางการเล่นเกมรับของคุณจะมีผลต่อแนวทางการบุกของคุณด้วย ในทางกลับกันก็เช่นกัน

ที่นี้เรามาคุยกันว่าคำสั่งเกมรับต่างๆคืออะไรกันบ้าง:

-Defensive Line และ Line of Engagement ทำงานร่วมกันในแง่ของการกำหนดความ compact ในแนวตั้งของทีมคน ตามหลักแล้ว ยิ่งระยะระหว่าง Defensive Line และ LOE ยิ่งใกล้กัน ยิ่ง Compact มากขึ้น แต่ถ้ายิ่งระยะห่างกัน ความ compact ในเกมรับของทีมคุณจะยิ่งน้อยลง นั่นหมายความว่าคุณควรจะเล่นด้วย Defensive Line สูงสุดและ Line of engagement ต่ำสุดเลยไหม แน่นอนว่าไม่ใช่!!! ถึงแม้ว่ามันจะทำให้ทีมคุณ compact แต่มันก็เปิดพื้นที่ด้านหลังแนวรับของทีมคุณให้ทีมคู่ต่อสู้ได้เจาะ รวมถึงเปิดพื้นที่ให้คู่ต่อสู้ได้ขึ้นเกม โดยเราไม่เข้าไปขัดขวาง (ยกเว้นคุณเพิ่มความดุดันในการ pressing และ tacklingแต่นั้นก็จะทำให้ทีมคุณมีปัญหากับการโดนโยนบอลข้ามหัว) คำแนะนำของผมคือพยายามอย่าปรับอะไรให้สุดโต่งเกินไปในการสร้าง tactic ทั้งเกมรับและเกมรุก

-Pressing Urgency เป็นการกำหนด ความเร็วและความดุดันที่นักเตะของคุณจะเริ่มขยับออกจากตำแหน่งเพื่อเพรสคู่ต่อสู้ที่ได้บอลตอนที่เข้ามาในโซนที่นักเตะคนนั้นๆรับผิดชอบ(ในเกมรับ) คำสั่งนี้จะถูกใช้กับทุกคนในทีม เพราะฉะนั้นยิ่งคุณปรับเยอะขึ้นยิ่งทำให้ shape เกมรับของคุณเสียมากขึ้น และในทางตรงข้ามยิ่งเรา press น้อยลงยิ่งทำให้ shape ของทีมคุณนิ่งมากขึ้น แปลว่าคุณไม่ควรปรับ pressing urgency ให้เยอะขึ้นเลยใช่ไหม? ถ้าคุณจำได้ที่ผมบอกไว้ก่อนหน้านี้คือ mentality นั้นมีผลกับการคำสั่งทุกๆอย่าง พูดอย่างกว้างๆคือ ยิ่งเราใช้ Mentality สูง ความจำเป็นในการปรับ pressing urgency ให้เยอะขึ้นก็น้อยลง ในทางตรงข้ามการปรับ Pressing Urgency ให้มากขึ้นก็ดูจะเป็นไอเดียที่ดีถ้าคุณใช้ mentality ที่เสี่ยงน้อยลงที่ใช้ร่วมกับการเล่นที่ compact เยอะๆ (ดูหัวข้อ DL กับ LOE) หรือการเล่นแบบ Low Block (standard DL + lower LOE หรือ Lower DL + lower LOE) เพราะในสถานการณ์แบบนี้นักเตะของคุณจะยืนใกล้กันเมื่อเล่นเกมรับ ดังนั้นถ้านักเตะคนไหนหลุดตำแหน่งคนอื่นสามารถขยับมาช่วยได้ทัน

-ไม่เหมือนPressing และ Tackling การ Marking จะถูกใช้กับคู่ต่อสู้เมื่อตอนเขาไม่มีบอล เพราะฉะนั้นการมาร์คกิ้งจะถือว่าสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถป้องกันไม่ให้นักเตะที่เราสั่งมาร์คกิ้งนั้นสามารถรับบอลได้หรือว่ามีพื้นที่ว่างเพื่อให้เพื่อนร่วมจ่ายให้ได้ ไม่ใช่เวลาที่เราแย่งบอลจากนักเตะคนนั้นได้ (อันนั้นคือ Tackling)  ในฟุตบอลสมัยใหม่ เป็นเรื่องที่หายากมากในการที่ทีมจะสั่งให้นักเตะคนใดคนนึงประกบตัวคู่ต่อสู้ อย่าว่าแต่สั่งหลายคนเลย (แน่นอนว่ามันมีข้อยกเว้นบางครั้งเช่นสั่งให้ AMC ประกบ DMC ถ้านักเตะคนนั้นเป็นนักเตะสำคัญหรือ playmaker ของทีม) ดังนั้นคำสั่ง Tight Marking คือการบอกให้นักเตะใพยายามตามประกบเป็นเงาตามตัวคู่ต่อสู้ที่ใกล้ตัวเองมากที่สุดในทุกๆช่วงเวลาเพื่อที่กดดันคู่ต่อสู้ให้มากที่สุด และขัดขวางการขึ้นเกมของคู่ต่อสู้ แต่แน่นอนนักเตะไม่ได้มาร์คดีเท่ากันทุกคนเพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะคาดหวังให้นักเตะของเราแย่งบอลคืนมาได้ทุกครั้ง แล้วเมื่อไหร่เราควรจะใช้ tight marking? คือเมื่อเราใช้การเพรสที่เข้มข้นและเล่นแบบ Low block และเล่นเกมรับที่ compact ในแนวตั้งมากๆ  และเมื่อไหร่ที่การเล่น tight marking แล้วเสี่ยง? คือเมื่อคุณเล่นด้วย defensive line ที่สูง (โดยเฉพาะถ้ากองหน้าคู่ต่อสู้เร็วกว่ากองหลังของคุณ) หรือถ้าคุณเล่นเกมรับแบบไม่ compact ในแนวตั้ง (ระยะระหว่าง Defensive Line กับ LOE ห่างกันมาก )

-Tackling หมายถึงความเข้มคนและความดุดันของนักเตะของคุณในการพยายามแย่งบอลจากคู่ต่อสู้ที่มีบอล Get Stuck in คือเข้าบอลดูดันมากขึ้น ส่วน Stay on feet คือ จะระวังในการเข้าสกัดมากขึ้น หมายความว่านักเตะจะรอจังหวะนิดนึงก่อนที่จะพยายามเข้าสกัด เนื่องจากกลัวจะกะจังหวะผิด และก็เหมือนกับ เพรสซิ่งและมารืคกิ้งคือ การเข้าสกัดที่ดุดันจะเสี่ยงน้อยลงถ้าเล่นคู่กับ การเล่นแบบ Low Block และ compact ในแนวตั้ง

Prevent short GK Distribuiton หมายถึงการสั่งให้กองหน้า (หรือนักเตะที่อยู่ตำแหน่งสูงๆ) ให้ยืนใกล้กองหลังมากขึ้นเพิ่มความเสี่ยงในการส่งบอลของผูรักษาประตูฝ่ายตรงข้าม จุดประสงค์แน่นอนคือเพื่อไม่ให้คู่ต่อสู้ขึ้นเกมได้ง่ายๆ ซึ่งคุณต้องพิจารณาจากแผนของคุณด้วย ถ้าคุณใช้แผนที่มีตัวบนเยอะๆ(เช่น 4231 หรือ 424) คำสั่งนี้จะดูmake sense มากขึ้น(และแน่นอนว่าเสี่ยงน้อยลง) เพราะคุณมี นักเตะที่ยืนอยู่แดนบนอยู่แล้วที่สามารถเพรสกองหลังคู่ต่อสู้ได้เลย โดยไม่ต้องขยับออกจากตำแหน่งในเกมรับของตัวเองมาไกลมาก แน่นอนถ้าคุณต้องการเล่นสไตล์โต้กลับและพยายามจะล่อให้คู่ต่อสู้มาในแดนของคุณก่อนที่จะพยายามแย่งบอลเพื่อสวนกลับ คำสั่งนี้จึงไม่เหมาะ

-การเลือก Defensive Width ขึ้นอยู่กับจุดแข็งและจุดอ่อนของกองหลัง อาจจะรวมถึงกองกลางตัวรับด้วย นี่ถือเป้นคำสั่งที่ดูสับสนที่สุดของ FM หลักๆแล้วถ้าคุณเชื่อว่ากองหลังคุณสามารถสู้กับลูกกลางอากาศได้ดี(jumping, positioning,marking, heading) มากกว่าการป้องกันลูกเรียดเจาะกลางเพื่อเพื่อใช้กองหน้าเร็วๆโจมตี ให้เล่น Narrow Width ในทางตรงข้าม ให้เลือก wider(anticipation, acceleration,concentration, positioning, marking, tackling,decision,composure) แต่ถ้าคุณไม่แน่ใจก็ให้เป็น standard ไป และอย่าคิดถึงแค่ค่าความสามารถของกองหลังทีมตัวเองให้ดูความสามารถของคู่ต่อสู้ด้วย ยกตัวอย่าง กองหลังคุณอาจจะเล่นลูกกลางอากาศได้ดี แต่คู่ต่อสู้อาจจะทำได้ดีกว่า หรืออาจะเร็วกว่า อีกอย่างสำหรับคือ narrow width ลูกครอสไม่ได้มีแค่ลูกโด่งอาจจะมีลูกเรียดหรือลูกพุ่งๆด้วย

—————————————————————————————————————————————-

ในหัวข้อแรก ผมได้ข้ามคำสั่ง Defensive transition (Counter-press and Regroup) ไปครับ เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะไปว่ากันในเรื่องของ Defensive Player Instruction เรามาพูดถึงเรื่องนี้กันก่อนนะครับ

Counter-press” เป็นการบอกให้นักเตะทุกคน (ยกเว้นผู้เล่นเกมรับ) เมื่อเสียบอลให้ pressing คู่แข่ง และ พยายามแย่งบอลกลับมาให้ได้ในทันที ซึ่งมันจะเป็นการเสี่ยงครับ เพราะนักเตะหลายคนจะวิ่งเข้า pressing คู่แข่งที่ครองบอล จะทำให้เกิดพื้นที่ว่างข้างหลังของนักเตะขึ้น รูปแบบการตั้งรับของทีมก็จะเสียไปครับ คู่แข่งก็จะสามารถฉวยโอกาสบุกโดยการใช้ที่ว่างนั้นได้ ดังนั้นคุณต้องระมัดระวังตอนที่ใช้ Counter-press มากๆ ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเจอกับทีมคู่แข่งที่ดีที่สามารถประยุกต์ใช้พื้นที่ทิ้งไว้ระหว่างหรือหลังเส้นของคุณ ให้เป็นประโยชน์ต่อทีมได้ครับ
แนะนำครับ : อย่าใช้ Counter-press ร่วมกับ more urgent pressing นะครับ แต่หากคุณต้องการ คุณต้องเตรียมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นครับ

Regroup” คือ คำสั่งที่ตรงข้ามกับ Counter-press ครับ ซึ่งจะเป็นการบอกให้นักเตะกลับตำแหน่ง และป้องกันตามตำแหน่งของแต่ละคนที่ได้จัดรูปแบบเอาไว้ จึงจะเป็นการเล่นที่ปลอดภัยกว่า Counter-press มากครับ โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้ตอนที่เจอทีมที่ดีกว่าทีมเรานะครับ

ตอนนี้เรามาพูดถึงหัวข้อ Defensive Player Instruction กันนะครับ หลักๆ จะมี 3 คำสั่ง ซึ่งเป็นคำสั่งที่มีใน Team Instruction ความหมายและผลที่แสดง จะเหมือนกันนะครับ จะแตกต่างแค่มันจะมีผลแค่ระดับนักเตะเท่านั้น
Mark tighter ใน PI จะเหมือนกับ Use tighter marking ใน TI
Tackle harder จะเหมือนกับ Get stuck in
– และ Pressing ก็ความหมายตรงตัวนะครับ

จะเห็นได้ว่า ในหัวข้อแรกของผมนั้น ผมได้อธิบายไปแล้วว่าคำสั่งแต่ละอย่างทำงานในรูปแบบไหน แล้วจะส่งผลเป็นยังไง ซึ่งผมขอไม่ทวนซ้ำนะครับ แต่ผมจะเสนอคำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่ทุกคนแทนนะครับ

อันดับแรก การ Pressing  ถ้าคุณต้องการกดดันคู่แข่งเพื่อป้องกันไม่ให้เค้าสามารถตั้งเกมจากแดนหลังได้นั้น (หรืออย่างน้อยก็ทำให้เค้าขึ้นเกมได้ยาก) คุณไม่จำเป็นต้องใช้ More หรือ Extremely urgent pressing ใน TI นะครับ ให้เปลี่ยนไปตั้งใน PI ของผู้เล่นเกมรุก ซัก 3-5 คน จะปลอดภัยกว่ามากครับ ซึ่งรวมไปถึง Prevent short GK ด้วยนะครับ ผมคิดว่ามันอาจจะเป็นการเล่นเกมรับที่เยอะเกินความจำเป็นไปหน่อยครับ และเมื่อพูดถึงการ Pressing แล้วนั้น คุณต้องทราบนะครับว่าการตั้งระดับ Pressing ใน PI จะสัมพันธ์กับการตั้งใน TI และทั้ง PI และ TI ก็จะยึดตาม Mentality ของทีมด้วยเหมือนกัน ซึ่งจะหมายความได้ว่า ระดับของการ Pressing ที่คุณตั้งไว้ใน PI จะถูกเปลี่ยนอัตโนมัติ หากคุณเปลี่ยนแปลงใน TI หรือ เปลี่ยนแปลง Mentality

ในทำนองเดียวกัน หากคุณไม่ต้องการให้ทั้งทีมใช้ hard tackling – Get stuck in หรือ Tighten marking คุณก็สามารถตั้งค่ารายบุคคล ให้นักเตะบางคนทำ หรือ บางคนไม่ทำได้ใน PI ครับ

  Opposition Instruction ทั้งที่ตั้งเป็นตำแหน่ง และเป็นแบบรายบุคคลนะครับ คำสั่งนี้สามารถเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเล่นเกมรับที่มีประโยชน์มากครับ อย่างไรก็ตาม ผมจะไม่พูดถึงหัวข้อนี้แล้วกันนะครับ เพราะหลายๆ ท่านไม่ได้ใช้ และ OI สามารถใช้ได้หลากหลายมากครับ ทั้งในทางที่ถูกต้อง และบางที่ก็ไม่ถูกเท่าไหร่ครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่ในแต่ละเกม แต่ละแมตช์ไปครับ

หัวข้อต่อไปเป็นหัวข้อสุดท้ายแล้วนะครับ ผมจะยกตัวอย่างการจัดรูปแบบเกมรับแบบเยอะเกินไป กับ แบบพอดีกันนะครับ

 

——————————————————————————————————————————-

ถึงเวลาที่เราจะมาสรุปไกด์นี้ด้วยตัวอย่างในความเห็นผมว่าแบบในเป็นการ set เกมรับที่ balance แบบไหนที่เป็นการ set ที่มากเกินไป แต่ก่อนอื่นเราจะมาพูดเรื่อง offside trap กันก่อนเนื่องจากผมลืมพูดไปในพาร์ทก่อน

ผมเชื่อว่าทุกคนรู้ว่า Offside Trap คืออะไร เพราะฉะนั้นคำถามคือเมื่อไหร่ที่เราควรจะใช้มัน ทฤษฏีส่วนตัวของผมคือ ต้องมีเงื่อนไขข้างล่างนี้ผมถึงจะตัดสินใจใช้ Offside Trap

-กองหลัง (อย่างน้อยต้องเป็นคู่เซ็นเตอร์) ต้องมีคุณภาพและลักษณะที่ใกล้เคียงกัน

-พวกเขาต้องมีความฉลาดในด้านแทคติค (anticipation, decisions, teamwork….) และถ้าเป็นไปได้จะต้องมีความเร็วเผื่อไว้เวลาเช็คล้ำหน้าพลาด ซึ่งแน่นอนมีโอกาสเกิดขึ้นแน่ๆ กองหลังที่วิ่งเร็วโอกาสที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดมากกว่ากองหลังที่ช้า

-อันนี้อาจจะไม่จำเป็น แต่ผมชอบให้คู่เซ็นเตอร์ผมเล่นด้วยกันมาซักพักก่อน เพื่อให้ทั้งคู่ได้รู้จักกันก่อนและเล่นเข้ากันให้ได้มากที่สุด

-ไม่แนะนำให้เล่น Offside Trap เมื่อเล่นแนวรับต่ำเพราะถ้าเช็คพลาดแล้วโอกาสที่กองหลังจะแก้ไขมีน้อยมาก

-เซ็นเตอร์ควรจะเล่น duty เดียวกัน เพื่อช่วยในการรักษา line ได้ดีขึ้น อาจจะไม่่จำเป็นแต่ผมคิดว่าอย่างน้อยน่าจะดีกว่า

นั่นคือ Offside Trap เรามาเริ่มดูตัวอย่างกันดีกว่า

ตัวอย่างที่ 1 ของการเซ็ตเกมรับที่ดี

คุณอยากเล่นสไตล์ครองบอล อยากจะเก็บบอลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ค่อยๆสร้างเกมขึ้นไปรอจังหวะกองหลังคู่ต่อสู้เปิด สมมติว่าคุณเซ็ตแผนได้ถูกต้อง รวมถึง Roles Duties และคำสั่งเกมรุกได้ถูกต้องหมดแล้วคุณควรจะ set เกมรับอย่างไร

– mentality: positive

– in (defensive) transition: counter-press

– out of possession: higher d-line, higher LOE, prevent short GKD (อาจจะเพิ่ม offside trap ได้)

ตัวอย่างที่ 1 ของการเซ็ตเกมรับที่เสี่ยง

– mentality: positive

– in (defensive) transition: counter-press

– out of possession: (much) higher d-line, (much) higher LOE, prevent short GKD, extremely urgent pressing, get stuck in, use tighter marking (ใช้ Offside Trap)

คุณน่าจะเห็นความแตกต่างระหว่างการ set เกมรับที่ดีและเกมรับที่เสี่ยง มันเห็นได้ชัดมาก

*   *   *

ตัวอย่างที่ 2 การเซ็ตเกมรับที่ดี

คุณอยากเล่นเกมเร็วและเกมรุกที่เข้มข้น และเหมือนจากตัวอย่างที่แล้วคุณเซ็ตทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้วเหลือแค่เกมรับอย่างเดียวที่ต้องเซ็ต

– mentality: attacking

– in (defensive) transition: counter-press

– out of possession: higher d-line, standard LOE, use tighter marking (อาจจะเลือก prevent short GKD, use offside trap ได้)

ตัวอย่างที่ 2 ในการเซ็ตเกมรับที่เสี่ยง

– mentality: (very) attacking

– in (defensive) transition: counter-press

– out of possession: (much) higher d-line, (much) higher LOE, prevent short GKD, more or extremely urgent pressing, get stuck in, use tighter marking (ใช้ use offside trap)

ตัวอย่างการเซ็ตที่ดีและเสี่ยงจากตัวอย่างที่ 2 จะคล้ายๆกับตัวอย่างแรก

*   *    *

ตัวอย่างที่ 3 ในการ set เกมรับที่ดี

คราวนี้ คุณอยากเล่นสไตล์รัดกุมขึ้นมาหน่อย พยายามเซ็ตเกมรับให้แข็งแกร่งแล้วหาจังหวะโต้กลับดีๆ และหมือนเดิมคุณเซ็ตทุกอย่างดีหมดแล้วเหลือแค่เกมรับ

– mentality: balanced

– in (defensive) transition: none (อาจจะเลือก regroup ได้)

– out of possession: standard d-line, lower LOE, use tighter marking (อาจจะใช้ get stuck in ได้)

ตัวอย่างที่ 3 ในการเซ็ตเกมรับที่เสี่ยง

– mentality: positive

– in (defensive) transition: counter-press

– out of possession: much higher d-line, much lower LOE, more or extremely urgent pressing, get stuck in, use tighter marking, prevent short GKD

ตัวอย่างที่ 3 การเซ็ตเกมรับที่ รัดกุมเกินไป

– mentality: cautious

– in (defensive) transition: regroup

– out of possession: (much) lower d-line, (much) lower LOE, (much) less urgent pressing, stay on feet

*   *   *

ตัวอย่างที่ 4 ของ การเซ็ต เกมรับที่ดี

อย่างสุดท้าย คือทีมคุณเป็นรองมาก และคุณพยายามที่จะไม่เสียประตูไว้ก่อนมากกว่าที่จะหวังชนะ

– mentality; defensive

– in (defensive) transition: regroup

– out of possession: standard d-line, lower LOE, use tighter marking

ตัวอย่างที่ 4 ของการเซ็ตเกมรับที่รัดกุมเกินไป

– mentality; (very) defensive

– in (defensive) transition: regroup

– out of possession: (much) lower d-line, (much) lower LOE, (much) less urgent pressing, stay on feet

 

*   *   *

หลังจากอ่านจบคิดว่าทุกคนน่าจะเข้าใจจุดประสงค์ของไกด์นี้แล้วครับ

ขอบคุณ คุณ Korn Sitchakorn ในการช่วยแปลครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this:
search previous next tag category expand menu location phone mail time cart zoom edit close